[Fic] BREAK OUT : EP.4

posted on 25 Dec 2015 23:14 by funkyboyz
Title :: BREAK OUT
Author :: Fz*FunkyBoyZ
Pairing :: Yoochun x Junsoo
Note :: ฟิกชั่นเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากซี่รี่ย์ prison break ในบางจุด

Author Talk :: Merry X'mas ค่ะทุกคน เกือบมาไม่ทันวันซะแล้ว ช่วงนี้ยุ่งมากๆเลยค่ะ TT
ตอนต่อไปเจอกันอีกทีปีหน้าเลยนะคะ 55 ขอให้มีความสุขกับปีใหม่กันทุกคนนะคะ <3

----------------------------------------------------------------------------------

BREAK OUT #4 - Reason

"เป็นยังไงบ้างพี่ พี่โอเคมั้ย"
เสียงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงจากรุ่นน้องคนสนิท ทำให้จุนซูต้องยิ้มออกมาบางๆ

กีกวังรุ่นน้องที่สนิทกับเขามาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เขาทั้งสองคนสนิทกันมาก
จุนซูเป็นพี่รหัสของกีกวัง จึงคอยดูแลช่วยเหลือทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องเรียน เรื่องความรัก
แม้กระทั่งตอนที่กีกวังมีปัญหาหนักกับที่บ้าน จนถูกไล่ออกมา เหลือแต่ตัว ไม่มีสมบัติติดตัวมาซักชิ้น
ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ไม่มีที่ซุกหัวนอน ก็ได้จุนซูที่คอยดูแลช่วยเหลือ พามาอยู่ด้วย
ให้ยืมเสื้อผ้าของใช้ ช่วยจ่ายค่าเทอม และหางานพิเศษให้ทำ กีกวังจึงนับถือจุนซูมากเหมือนเป็นพี่ชายแท้ๆ
และเป็นผู้มีพระคุณที่เขาพร้อมจะช่วยเหลือทุกอย่าง ถ้าอีกฝ่ายร้องขอ

"พี่สบายดี พี่จุนโฮก็สบายดีเหมือนกัน" ร่างเล็กเอ่ยตอบอีกฝ่าย ก่อนจะรีบเข้าเรื่อง
เพราะเวลามีญาติมาเยี่ยมนักโทษ ผู้คุมจะให้เวลาคุยกันแค่ 20 นาทีเท่านั้น

"เป็นยังไงบ้าง เรื่องที่พี่ให้ไปหาคุณมินซอก เค้ายอมช่วยเรามั้ย"
คิมมินซอก สารวัตรคนใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาประจำการ ผู้เป็นที่เล่าขานถึงการทำคดีแบบตรงไปตรงมา ไม่มีหมกเม็ด
ทำให้จุนซูอยากจะลองขอร้องให้อีกฝ่ายรื้อคดีของพี่ชายขึ้นมาอีกครั้ง
เผื่อแผนการหนีของเขาไม่สำเร็จ จุนโฮก็จะยังมีทางออกจากที่นี่ไปได้ ถ้าคดีถูกคลี่คลายและกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ หลุดพ้นข้อกล่าวหา

"ผมเอาเอกสาร หลักฐานไปให้เค้าแล้ว เค้าก็รับไปนะพี่ บอกว่าถ้าอ่านแล้วจะติดต่อกลับมา"
กีกวังคือตัวเชื่อมจุนซูกับโลกภายนอก ถึงตัวเขาจะอยู่ในนี้ แต่เรื่องอื่นๆด้านนอก จุนซูก็สามารถไว้ใจให้อีกฝ่ายช่วยทำแทนได้ทั้งหมด

"หวังว่าเค้าจะอ่านมันเร็วๆล่ะนะ" จุนซูถอนหายใจ ก่อนเอ่ยถามถึงอีกภารกิจที่ฝากให้ไปทำ
"แล้วนายไปเยี่ยมฮยอกแจมาแล้วใช่มั้ย หมอนั่นเป็นยังไงบ้าง สบายดีรึเปล่า โดนใครทำร้ายมั้ย"
ตั้งแต่ ถูกขังแยกเรือนจำ จุนซูก็ไม่รู้ข่าวคราวของเพื่อนรักอีกเลย และไม่สามารถติดต่ออีกฝ่ายได้จากในนี้ จึงได้แต่ฝากกีกวังไปเยี่ยมเยียนพูดคุยเท่านั้น

"พี่ฮยอกแจสบายดีครับ เค้าฝากมาบอกพี่ด้วยนะ ว่าไม่ต้องเป็นห่วง"
"จะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไง ต้องไปอยู่คนเดียวแบบนั้น...เพราะพี่แท้ๆ ทำให้ชีวิตเค้าพัง"
จุนซูโทษตัวเองในเรื่องนี้มาโดยตลอด เขาไม่น่าชวนอีกฝ่ายมาร่วมแผนการด้วยเลยจริงๆ

"พี่อย่าคิดแบบนั้นสิ พี่ฮยอกแจเต็มใจช่วยพี่นะ ผมเองก็เหมือนกัน" กีกวังบีบมืออีกฝ่ายเบาๆเพื่อให้กำลังใจ
"ขอบใจมากนะกีกวัง" จุนซูยิ้มให้รุ่นน้องคนสนิทอย่างซึ้งใจ

"นายบอกฮยอกแจให้ทำเรื่องขอย้ายแล้วใช่มั้ย" กีกวังพยักหน้าแทนคำตอบ เรื่องสำคัญแบบนั้นเขาไม่ลืมแน่นอน
"พี่เค้าบอกว่าจะลองหาทางดูครับ มันจะได้ผลจริงๆใช่มั้ยพี่ ต้องดีแน่ๆถ้าพี่ฮยอกแจได้ย้ายมาอยู่กับพี่ที่นี่"
"พี่ก็หวังอย่างนั้นเหมือนกัน"

ทั้งสองพูดคุยกันสักพักเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆที่จุนซูฝากฝังให้กีกวังช่วยทำให้
การที่ได้คุยกับกีกวังทำให้เขาผ่อนคลายไม่น้อย และขณะที่จุนซูกำลังหัวเราะกับมุขตลกของอีกฝ่ายอยู่นั้น
ดวงตาเรียวเล็กก็เหลือบมองเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่หน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับใครบางคน
เดินเข้ามานั่งอยู่ที่โต๊ะข้างๆ เยื้องไปทางด้านหน้าของเขา
...เด็กคนนี้หน้าเหมือนใครกันนะ...

.
.

"ยูฮวาน หัวนายไปโดนอะไรมา"
น้ำเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นใกล้ๆ ทำให้จุนซูต้องหันมองตามอีกฝ่ายที่เดินผ่านเขาไปอย่างไม่สนใจ
เพราะสายตาคมเอาแต่จ้องผ้าพันแผลสีขาวที่พันไว้ที่หัวของเด็กคนนั้น

"ผมไม่รู้ครับ ผมเดินอยู่ดีๆ ก็โดนฟาดจากข้างหลัง ตื่นมาอีกทีก็อยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว"
ยูฮวานพูดพลางเอามือแตะแผลบนศีรษะที่ยังปวดอยู่นิดๆ

"นายรู้รึเปล่าว่าใครทำ" ความกังวลก่อตัวขึ้นอย่างรุนแรงในใจของยูชอน
การที่อยู่ๆยูฮวานก็ถูกลอบทำร้ายไม่ใช่เรื่องดีแน่ ลางสังหรณ์ของเขากำลังบอกอะไรบางอย่าง

"ผมไม่รู้ ผมไม่เห็นอะไรเลย อยู่ดีๆก็วูบไป"
ยูฮวานเงียบไปพักใหญ่ เขาก้มหน้าลงต่ำ บีบมือทั้งสองข้างเข้าหากันแน่น
"พี่....ผมได้ยินข่าวว่า พวกของไอ้ชานวู มันย้ายกลับมาจากจีนแล้ว....หรือว่าจะเป็นพวกมัน"

ยูชอนนิ่งไปเมื่อได้ยินชื่อของคนที่เขาจำได้ขึ้นใจ คนที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาต้องมาอยู่ที่นี่
...ปาร์กยูชอนถูกตัดสินโทษจำคุกตลอดชีวิต ด้วยข้อหาฆาตกรรมลีชานวู...

"ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ...............พี่... ผมกลัว"
ยูฮวานเอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เมื่อไม่รู้ว่าครั้งต่อไปเขาจะเจอกับอะไรอีก
สีหน้าของน้องชายและสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ยูชอนกังวลและเป็นห่วงในความปลอดภัยของยูฮวาน
ข้างนอกนั่นยูฮวานต้องอยู่ตามลำพังเพียงคนเดียว ถึงเขาจะฝากฝังแจจุงเอาไว้ แต่แจจุงก็มีงานต้องทำ จะให้คอยดูแลยูฮวานตลอดก็คงไม่ได้

"ไม่ต้องกลัวนะยูฮวาน อีกไม่นานนายก็จะเรียนจบแล้ว ขายบ้านทิ้งแล้วไปอยู่อเมริกาซะ ตามที่เราคุยกันไว้
ระหว่างนี้จะไปไหนให้พาเพื่อนไปด้วยเยอะๆ ถ้ามีอะไรน่าสงสัยหรือผิดปกติให้โทรหาแจจุงทันที"
ทั้งที่ในใจร้อนรนแทบเป็นไฟ แต่ยูชอนก็ทำได้เพียงปลอบใจและแนะนำอีกฝ่ายเท่านั้น
เขาบีบไหล่น้องชาย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"นายจะต้องไม่เป็นอะไร ถึงพี่ไม่ได้อยู่ข้างนอกนั่นกับนาย นายก็จะเข้มแข็งและผ่านมันไปได้
นายโตแล้วนะยูฮวาน ถึงไม่มีพี่ นายก็ต้องอยู่ได้"
ดวงตาคมมองสบกับสายตาที่สั่นไหวของน้องชาย เขาเป็นห่วงอีกฝ่ายแทบขาดใจ แต่เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย

"ผมอยากให้พี่อยู่กับผม"
คนเป็นน้องเงยหน้าสบตาพี่ชายอย่างอ้อนวอนและสิ้นหวัง ยูฮวานรู้ดีว่าสิ่งที่เขาต้องการคงไม่มีวันเป็นจริง
ยูชอนได้แต่มองหน้าของน้องชายด้วยความเจ็บปวด
"นายก็รู้...ถึงพี่จะอยากทำแบบนั้นมากแค่ไหน มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้"
"พี่ขอโทษนะยูฮวาน"

น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเสียใจและท่าทางอ่อนโยนที่แสดงออกมาของปาร์กยูชอน เป็นสิ่งที่จุนซูไม่เคยเห็น
ร่างเล็กได้ยินทุกอย่างที่สองพี่น้องพูดคุยปรับทุกข์กัน จุนซูได้แต่คิดอยู่ในใจ
... บางครั้ง คนเราก็สามารถทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ให้เกิดขึ้นได้นะ ยูชอน...

--------------------------------------------------

"สวัสดี คิมจุนซู ทำงานเหนื่อยมั้ยวันนี้"
ใบหน้าที่เคยปรากฏบนหน้าแรกของหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับเมื่อหลายปีก่อน โผล่เข้ามาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว
ทำให้จุนซูที่กำลังขัดผนังอยู่ตกใจจนทำแปรงหล่นลงกับพื้น

"ตกใจมากเลยเหรอ น่ารักจัง"
ลูกชายของมาเฟียนักค้ายาเสพติดรายใหญ่หัวเราะเบาๆ ก่อนจะก้มลงเก็บแปรงส่งคืนให้ร่างเล็ก
ด้านหลังของเขานั้น มีชายร่างใหญ่ 3-4 คน ที่จุนซูเคยเห็นที่ห้องซักรีดกำลังยืนดูอยู่ห่างๆ

"ชั้นว่าจะหาโอกาสมาคุยกับนายอยู่นานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสซักที ยินดีที่ได้รู้จักนะ"
ชองยุนโฮยิ้มให้อีกฝ่าย พลางมองสำรวจไปทั่วร่างกายของคนตรงหน้า ตั้งแต่หน้าหวานๆ ไปจนถึงหุ่นบางๆน่ากอดนั่น

จุนซูได้แต่ยืนเกรงอย่างไม่รู้จะทำยังไง เป็นครั้งแรกที่ได้คุยกับอีกฝ่ายแบบนี้
น้ำเสียงและสายตาที่กำลังมองเขาอยู่นั้น จุนซูไม่ชอบเอาซะเลย

"ไม่คิดจะพูดกับชั้นหน่อยเหรอ...หรือว่ายังโกรธเรื่องที่ซองมินทำอยู่ ? ...เอาน่า เจ้าโง่นั่นก็ตายไปแล้ว
อีกอย่างชั้นก็ไม่ได้สั่งให้มันไปทำแบบนั้นกับนายซักหน่อย... ดูสิ ผิวสวยๆต้องเป็นรอยแบบนี้ น่าเสียดายจะตาย"
มือหนาทำท่าจะเอื้อมมาแตะที่รอยช้ำจางๆบนลำคอของจุนซู ทำให้ร่างเล็กเผลอถอยหนีตามสัญชาตญาน

"เอ่อ...ผมไม่ได้โกรธครับ ผมไม่ได้โกรธเลย" คนตัวเล็กรีบเอ่ยตอบ เมื่อเห็นอีกฝ่ายขมวดคิ้วให้กับปฏิกิริยาของเขา
ชองยุนโฮยิ้มอย่างพอใจที่ได้ยินคำตอบ รวมไปถึงพอใจในเสียงเล็กๆของจุนซูที่น่าฟังอยู่ไม่น้อย

"ถ้าอย่างนั้น นายก็ตกลงที่จะมาอยู่กับชั้นแล้วใช่มั้ย หวังว่านายคงจะไม่ปฏิเสธนะ
เพราะชั้นคงเสียใจน่าดู ถ้าถึงขนาดมาชวนนายด้วยตัวเองแท้ๆ แต่ยังถูกปฏิเสธ"
ยุนโฮพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ แต่กลับทำให้จุนซูรู้สึกกดดันอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
อาจจะเพราะดวงตาเรียวรีที่ดูเย็นชาคู่นั้น ไม่ได้ยิ้มตามริมฝีปากของอีกฝ่าย

"ทำไมคุณถึงอยากให้ผมไปอยู่กับคุณครับ" จุนซูไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาถามอีกฝ่ายกลับเพื่อซื้อเวลา

"เพราะชั้นอยากรู้จักนายให้มากกว่านี้ และอยากให้นายรู้จักชั้นให้มากขึ้นเหมือนกัน ชั้นคิดว่า เราจะเข้ากันได้ดีแน่ๆ"
มือหนาเอื้อมไปจับปลายผมอีกฝ่ายที่เริ่มยาวมาม้วนเล่น พลางยกยิ้มที่มุมปาก
จุนซูได้แต่ยืนนิ่ง กลั้นลมหายใจโดยไม่รู้ตัว เขาจะต้องตอบว่าอะไรถึงจะทำให้รอดจากสถานการณ์ตรงนี้

"ขอเวลาให้ผมซักนิดได้มั้ยครับ ให้ผมคิดดูก่อน...แต่ผมรับรองว่า คำตอบที่ผมจะตอบคุณ คุณจะต้องพอใจแน่นอน"
คนตัวเล็กพูดน้ำเสียงออดอ้อนเล็กน้อย พลางทำหน้าตาเว้าวอน ส่งยิ้มให้อีกฝ่าย
ชองยุนโฮยกยิ้มอย่างพอใจในคำตอบนั้น...เอาเถอะ เขาก็ไม่ได้รีบอะไร ถ้าอยากกินของอร่อย บางครั้งก็ต้องรอกันบ้าง

"ได้ ชั้นจะให้เวลานายคิดซักพัก และเพื่อไม่ให้นายลืมว่าจะต้องให้คำตอบกับชั้น ชั้นจะมาถามนายทุกวัน
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ชั้นย้ายมาทำงานที่แผนกนี้แล้ว.."
ร่างสูงโน้มหน้าเข้ามาใกล้ พลางกระซิบที่ข้างใบหูเล็ก ด้วยน้ำเสียงที่ทำให้จุนซูรู้สึกกลัวอยู่ในใจ
".. หวังว่าเราจะได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นนะ คิมจุนซู"

--------------------------------------------------------

..อีก 15 นาที จะห้าโมงเย็น..
คุณหมอชิมชางมินยิ้มอย่างอารมณ์ดีเมื่อมองดูนาฬิกาเรือนใหญ่ที่ติดอยู่บนฝาผนัง
มือหนาจับชิ้นส่วนไม้อันเล็กต่อเข้ากับโมเดลย่อส่วนของสิ่งก่อสร้างที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่
....อนุสรณ์แห่งความรัก ทัชมาฮาล

"สวัสดีครับ คุณหมอ" เสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมกับร่างของคนไข้ตัวเล็กที่เขารอคอยเดินเข้ามา
จุนซูนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับโต๊ะทำงานของอีกฝ่าย
พลางชะเง้อมองโมเดลไม้ที่ถูกสร้างไปแล้วกว่า 80% อย่างสนอกสนใจ

"มาเร็วนะครับวันนี้" คุณหมอชางมินวางทุกอย่างตรงหน้าลงทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่าย
ร่างสูงหยิบอุปกรณ์ที่วางเรียงเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบ ก่อนลุกมายืนใกล้ๆคนตัวเล็ก
พร้อมกับเช็กแผลที่หน้าผากคนไข้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะทำการถอดไหมออกอย่างเบามือ

"วันนี้ผู้คุมคงรีบกลับบ้านมั้งครับ เลยพาผมมาก่อนเวลา" จุนซูพูดติดตลก เรียกรอยยิ้มบางๆบนใบหน้าของร่างสูง
"แผลดีมากเลยล่ะ เดี๋ยวหมอจะให้ยาทาตัวใหม่ไปอีกอันนะครับ จะได้ไม่เป็นรอยแผลเป็น"
ชางมินยิ้มอย่างพอใจที่บาดแผลของคนตรงหน้าสมานกันได้ดีอย่างที่คิดไว้

"ในเรือนจำให้ยาลดรอยแผลเป็นกับนักโทษด้วยเหรอครับ" จุนซูเอ่ยถามอย่างแปลกใจ นึกว่าจะให้แต่ยาที่จำเป็นซะอีก
"อันนี้หมอให้คุณจุนซูเป็นของขวัญเองครับ" คุณหมอชิมยิ้มให้คนไข้คนพิเศษอย่างใจดี
ไม่รู้ว่าทำไมถึงอยากให้ แต่รู้ตัวอีกทีเขาก็เดินเข้าร้านขายยา ซื้อมาเตรียมไว้ให้อีกฝ่าย ตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้ว

"ของขวัญเนื่องในโอกาสอะไรเหรอครับ"
"อืมม....โอกาสที่คุณจุนซูได้ถอดไหมไงครับ" คำตอบของคุณหมอเรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากคนตัวเล็ก
"ขอบคุณมากเลยครับคุณหมอ" รอยยิ้มน่ารักแทนคำขอบคุณอย่างจริงใจที่ส่งมา ทำให้ใบหน้าคมขึ้นสีแดงระเรื่อ

ชางมินรีบหลบสายตาอีกฝ่าย ด้วยการทำตัวยุ่งกับการเก็บอุปกรณ์ทำแผล
จุนซูจึงถือโอกาสหันไปมองรอบห้องตรวจอย่างสำรวจ ก่อนจะชวนคนตัวสูงคุยเพื่อถ่วงเวลาไปด้วย

"ทัชมาฮาลของคุณหมอใกล้จะเสร็จแล้วใช่มั้ยครับ" ครั้งล่าสุดที่มาตรวจ เขาเห็นมันยังต่อได้ไม่ถึงครึ่งเลยด้วยซ้ำ
คุณหมอชิมชางมินยิ้มอย่างภูมิใจ การต่อโมเดลเป็นงานอดิเรกของเขา เขาตั้งใจจะสร้างเมืองจำลองที่รวมสถานที่สำคัญของโลกไว้ด้วยกัน

"ใช่แล้วล่ะ รู้มั้ยครับ เมื่อวันก่อนมันโย้จะพังลงมา ทำเอาหมอใจหายหมด ดีนะ ยูชอนมาช่วยซ่อมให้ ไม่งั้นพังแน่ๆ"
"ยูชอน? ปาร์กยูชอนน่ะเหรอครับ" ...คนอย่างหมอนั่น ชอบของเล่นอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ
"ใช่ รูมเมทของคุณจุนซูนั่นแหละครับ เค้าเป็นสถาปนิค ฝีมือดีเลยล่ะครับ คุณไม่ทราบหรอกเหรอครับ" ชางมินเอ่ยถามอีกฝ่ายที่ทำหน้างงๆ
"เรา...ไม่ค่อยได้คุยเรื่องส่วนตัวกันซักเท่าไหร่น่ะครับ" ร่างเล็กครุ่นคิดอะไรบางอย่างเมื่อได้ฟังข้อมูลใหม่โดยบังเอิญ
จนกระทั่งความคิดทั้งหลายถูกหยุดลง เมื่อยาหลอดเล็กถูกยื่นมาให้ตรงหน้า

"ทาที่แผลเช้าเย็นนะครับ ไม่กี่อาทิตย์รับรองรอยแผลจางลงแน่นอน" มือเล็กเอื้อมไปรับพร้อมเอ่ยขอบคุณ
ดวงตาใสมองสบสายตาคมที่มองมา จุนซูรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในนั้น
อีกทั้งท่าทีของคุณหมอที่มีต่อเขา ทำให้จุนซูตัดสินใจลองพูดอะไรบางอย่างกับคนตรงหน้า

"คุณหมอคงจะรู้ใช่มั้ยครับ ว่าซองมินตายแล้ว" ร่างเล็กก้มหน้าลงมองพื้น พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นไหว
"ใช่ครับ หมอเป็นคนชันสูตรศพเบื้องต้นให้เค้าเอง" ชางมินตอบอย่างแปลกใจ ว่าทำไมอยู่ๆอีกฝ่ายจึงพูดถึงเรื่องนี้
"ผมไม่สบายใจเลย ผมรู้สึกเหมือนเป็นสาเหตุที่ทำให้เค้าต้องตาย..."
จุนซูเล่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดให้ชางมินฟัง ตั้งแต่สาเหตุที่ซองมินเข้ามาทักเขา เหตุการณ์ในห้องอาบน้ำ
เรื่องที่เขาเห็นซองมินถูกทำร้าย รวมถึงเรื่องที่ยุนโฮต้องการเขามากจนต้องมาคุยด้วยตัวเอง และย้ายแผนกตามมาอีก

"ผมไม่รู้จะทำยังไงดี ผมไม่อยากเจอยุนโฮเลย ผมไม่รู้ว่าจะยื้อเวลาต่อไปได้อีกซักกี่วัน
...ถ้าผมยื้อไม่ได้แล้ว ผมก็ต้องไปอยู่กับเค้า...สุดท้ายผมก็คงเป็นเหมือนซองมิน.....คุณหมอครับ...ผมกลัว..."
น้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมกับดวงตาใสที่มีน้ำตาคลอเต็มเบ้า ทำให้ชางมินรู้สึกสะท้านอก
เขาสงสารอีกฝ่ายจับใจ ทั้งที่จุนซูไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ... เขาจะช่วยอีกฝ่ายอย่างไรได้บ้าง
มือหนาเอื้อมไปลูบเบาๆที่ไหล่เล็กของอีกฝ่ายอย่างปลอบโยน
"มันต้องไม่เป็นแบบนั้นสิครับ ไม่มีใครสามารถบังคับจิตใจใครได้ คุณไม่จำเป็นต้องไปอยู่กับยุนโฮหรอกนะ"

"ไม่มีใครหนีเค้าได้หรอกครับ ผมไม่มีวันหนีเค้าพ้น ..ฮึกก.. ยิ่งต้องมาเจอหน้าทุกวันตอนทำงานด้วย ผมต้องแย่แน่ๆ"
เสียงเล็กเริ่มสะอื้นขึ้นมาเบาๆ พร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมา ท่าทางโศกเศร้าของอีกฝ่ายทำให้คุณหมอชิมเจ็บขึ้นมาในหัวใจ
ร่างสูงย่อตัวลงนั่งให้เสมอกับคนตรงหน้า ก่อนกุมมือเล็กที่ประสานกันอยู่บนหน้าตักเอาไว้
ก่อนสบตาอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงจับใจ

สีหน้าของร่างสูงที่แสดงออกมา ทำให้จุนซูตัดสินใจเอ่ยคำร้องขอออกไป ไม่แน่ว่าเรื่องนี้อาจจะง่ายกว่าที่คิดก็ได้
"คุณหมอช่วยย้ายให้ผมมาทำงานที่เรือนพยาบาลนี้ได้มั้ยครับ ผมไม่อยากเจอยุนโฮทุกวัน....ผมกลัว" ร่างเล็กสะอื้น ก่อนอ้อนวอนอีกฝ่าย
"ให้ผมทำอะไรก็ได้ ... ขัดพื้น ล้างห้องน้ำ ผมทำได้หมดเลย ให้ผมได้มาทำงานที่นี่เถอะนะครับคุณหมอ"

คุณหมอชางมินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำขอนั้น
จริงอยู่ที่เรือนพยาบาลมีการนำนักโทษมาช่วยงานต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการทำความสะอาด
แต่นักโทษที่จะถูกคัดมาทำที่นี่ต้องเป็นนักโทษชั้นดีหรือผู้ที่ใกล้พ้นโทษแล้วเท่านั้น
เนื่องจากการรักษาความปลอดภัยของเรือนพยาบาลไม่ค่อยเข้มงวดมากเท่าสถานที่อื่นๆที่มีความเสี่ยงมากกว่า

ร่างสูงสบตาอีกฝ่ายที่มองมาอย่างเว้าวอน น้ำตาของจุนซูทำให้เขาใจอ่อน
ชางมินรู้สึกว่า เขาต้องทำอะไรซักอย่าง เพื่อช่วยเหลือคนตัวเล็กที่กำลังร้องไห้ต่อหน้าเขาอยู่ตอนนี้

"หมอจะลองทำเรื่องขอดูละกันนะครับ...หมอไม่รับปากนะว่าจะได้รึเปล่า
แต่หมอจะพยายามเต็มที่เลย หมอสัญญา" มือหนาบีบมืออีกฝ่ายเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
จุนซูยิ้มออกมาทั้งน้ำตาเมื่อได้ยินคำตอบนั้น ร่างเล็กเอ่ยขอบคุณอีกฝ่ายซ้ำไปมา พร้อมกับความยินดีที่เกิดขึ้นในใจ
...ผมรู้ว่าคุณหมอจะต้องพยายามเต็มที่ และผมเชื่อว่าคุณหมอจะไม่ทำให้ผมผิดหวัง
...เพราะคุณหมอคงไม่อยากเห็นน้ำตาของผมอีก เป็นครั้งที่สองอย่างแน่นอน...

--------------------------------------------------------

บางวันปาร์กยูชอนก็เหมือนจะอารมณ์ดี บางวันปาร์กยูชอนก็เหมือนจะอารมณ์ไม่ค่อยดี
และดูเหมือนว่า วันนี้จะเป็นวันที่ปาร์กยูชอนจะอารมณ์ไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่

จุนซูมองอีกฝ่ายที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะเล็กตรงข้ามกับเตียงของเขาอยู่เงียบๆ
เขากับยูชอนไม่ค่อยได้คุยกันมากมายนัก และดูเหมือนจะเป็นเขาที่เริ่มต้นชวนอีกฝ่ายคุยก่อนในทุกๆครั้ง
มีแต่คนแปลกใจที่เขาสามารถอยู่ร่วมห้องกับยูชอนได้ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่อีกฝ่ายเข้ารับโทษในเรือนจำ
ทำให้ช่วงหลังๆมานี้ เลยไม่มีคนเข้ามายุ่งกับเขาซักเท่าไหร่ เพราะคิดว่าเขากลายเป็นเพื่อนกับยูชอนไปแล้ว
แต่ดูเอาเถอะ...เพื่อนที่ไหนจะเงียบใส่กันได้ตั้งนานสองนานขนาดนี้

จุนซูไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายอ่านหนังสืออยู่จริงรึเปล่า เพราะเขาเห็นยูชอนเปิดหนังสือหน้านี้ค้างอยู่ตั้งแต่หลายนาทีก่อนแล้ว
อาจจะเพราะกำลังเครียดเรื่องที่น้องชายถูกทำร้ายอยู่ก็ได้ ร่างเล็กจึงตัดสินใจชวนอีกฝ่ายคุย เพื่อเปิดทางไปสู่คำถามที่เขาอยากจะรู้

"ชั้นได้ยินมาว่า นายเป็นสถาปนิคเหรอยูชอน" คนตัวสูงหันมามองจุนซูแวบนึงเมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย
ยูชอนแปลกใจเล็กน้อยที่จุนซูรู้เรื่องอดีตของเขา แต่มันก็ไม่ใช่ความลับใหญ่โตอะไร
ร่างสูงจึงเอ่ยตอบรับก่อนจะหันไปสนใจหนังสือในมือต่อ

"ดีจัง ชั้นน่ะอยากเข้าคณะสถาปัตย์มากๆเลย แต่ว่าพอลองไปสอบแล้ว ทำไม่ได้ซักนิด
ชั้นไม่ค่อยเก่งพวกคำนวน หรือมาตรส่วนอะไรทำนองนั้น เลยไปเข้าเรียนวิศวะไฟฟ้าแทน"
เมื่อเห็นยูชอนทำท่าไม่สนใจ จุนซูจึงพยายามชวนอีกฝ่ายคุยต่อ

"นายน่ะเหรอเรียนวิศวะไฟฟ้า" ร่างสูงเอ่ยตอบทั้งที่สายตายังจ้องอยู่ที่หนังสือ
"..ชั้นว่า หน้าอย่างนายเหมาะกับพวกคหกรรมมากกว่านะ" ริมฝีปากหนาจุดยิ้มเบาๆที่มุมปาก

...ให้ตายเถอะ จะมีวันไหนที่หมอนี่จะไม่พูดกวนประสาทกันบ้างนะ...
จุนซูถอนหายใจเฮือกใหญ่ สำหรับเขาแล้วปาร์กยูชอนถือว่าเป็นคนดีใช้ได้
เสียอย่างเดียวที่ค่อนข้างเดาใจยาก และชอบพูดจากวนประสาทไปซักหน่อย
แต่จุนซูก็ตัดสินใจแล้วว่า จะลองชวนอีกฝ่ายเข้าร่วมแผนการ
เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้น งานของเขาคงไม่มีวันคืบหน้าแน่ๆ ถ้าจะต้องทำแบบหลบๆซ่อนๆกันแบบนี้

"ยูชอน หันมาคุยกันดีๆหน่อยซักแป๊ปได้มั้ย ชั้นมีเรื่องสำคัญจะคุยกับนาย"
คนตัวเล็กเอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงจริงจัง เรียกให้เพื่อนร่วมห้องคนเดียวของเขาต้องหันมามอง
ก่อนจะวางหนังสือในมือลง เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของคนตรงหน้า

"วันนี้ชั้นบังเอิญได้ยินนายคุยกับน้องชายที่ห้องเยี่ยมญาติ" ยูชอนขมวดคิ้วทันทีเมื่อได้ยินคำพูดนั้น

"ขอโทษจริงๆนะ ชั้นไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แต่ว่ามันได้ยินเองน่ะ นายก็รู้ โต๊ะมันใกล้กันซะขนาดนั้น"
คนตัวเล็กรีบพูดออกตัว ชี้แจงเหตุผล ก่อนที่อีกฝ่ายจะไม่พอใจที่เขาไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของตนเอง

"ถึงมันจะใกล้ แต่นายก็ไม่จำเป็นต้องฟังก็ได้นี่ คิมจุนซู" ร่างสูงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่คล้ายจะตำหนิ

"ชั้นขอโทษ...แต่ว่านะยูชอน ชั้นมีวิธีช่วยให้นายได้ออกไปอยู่กับน้องชายนาย ขอแค่นายร่วมมือกับชั้น"

"วิธีอะไร"

"ชั้นกับพี่ วางแผนจะหนีออกจากที่นี่ ถ้านายร่วมมือกับเรา เราทั้งหมดก็จะหนีออกไปด้วยกัน"
ยูชอนนิ่งอึ้งไปเมื่อได้ยินคำพูดของคนตรงหน้า จุนซูไม่ได้มีท่าทีล้อเล่น แถมยังดูจริงจังมากกว่าที่เคยเห็นด้วยซ้ำ

"ชั้นเข้ามาที่นี่เพื่อช่วยพาพี่ของชั้นออกไป ถ้านายอยากออกไปปกป้องน้องของนาย เราก็แค่ร่วมมือกัน"
ดวงตาเรียวเล็กสบตาอีกฝ่ายอย่างจริงจัง เขาเชื่อว่ายูชอนไว้ใจได้
ถึงอีกฝ่ายจะไม่เข้าร่วมแผนการ แต่ก็คงจะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใครแน่นอน...ยูชอนไม่ใช่พวกปากโป้ง เขารู้

"นายไม่ได้ล้อเล่นใช่มั้ยคิมจุนซู นายจะออกจากที่นี่ไปได้ยังไง ที่นี่เข้มงวดมากนะ"
ยูชอนไม่คิดว่าจะได้ยินเรื่องแบบนี้จากปากของคนตรงหน้า
คิมจุนซูที่ดูไม่มีพิษมีภัยอะไร กำลังคิดจะทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้ได้ยังไง

"ชั้นวิธีของชั้น ชั้นเตรียมการทุกอย่างไว้ตั้งแต่ก่อนจะเข้ามาที่นี่แล้ว ชั้นจะไม่บอกกับนายตอนนี้ จนกว่านายจะตกลง
พูดตรงๆนะว่า ตอนแรกชั้นไม่ได้คิดจะพาใครไปด้วยนอกจากพี่ แต่ตอนนี้ชั้นมีเรื่องให้นายต้องช่วย
ขึ้นอยู่กับนายแล้วว่า จะเข้าร่วมแผนกับชั้นรึเปล่า ซึ่งถ้านายจะไม่เข้าร่วมก็ไม่เป็นไร แต่อย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกใครก็พอ"

"นายแน่ใจได้ยังไงว่าชั้นจะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใคร"

"ชั้นเชื่อใจนาย"
น้ำเสียงที่เอ่ยขึ้นมาอย่างหนักแน่นและสายตาที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวเขา ทำให้ยูชอนพูดอะไรไม่ออก
ความคิดในหัวตีกันวุ่นวายไปหมด ร่างสูงถอนหายใจออกมาอย่างคนคิดหนัก
เรื่องนี้ใหญ่มากเกินกว่าที่จะตัดสินใจอย่างฉับพลัน
ถึงแม้ว่าเขาจะต้องอยู่ที่นี่ตลอดชีวิต แต่ถ้าแผนการหนีพลาด อะไรๆก็คงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

"ชั้นขอคิดดูก่อนก็แล้วกัน"

TBC

Comment

Comment:

Tweet