Super-ShortFic

[SF] toki wo tomete
By..Fz*FunkyBoyZ
Note : ชอบเพลงนี้มาก+นอยด์เล็กน้อย เลยอยากแต่งฟิกอารมณ์นี้ ~
Credit : Romanji lyrics & Thai Translation: bow6886@tvxqdreamland


ฟังก่อนอ่านแล้วอาจจะอิน 55
http://www.youtube.com/watch?v=bo9QK91ZTjg

------------


ไอเย็นที่ถูกพ่นออกมาจากลมหายใจ
เทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกหนาวเหน็บที่เกิดขึ้นภายในใจของผม

เสียงปรบมือต้อนรับดังกึกก้อง กลับไม่ได้เเว่วเข้ามาในโสตประสาท
เปียโนสีขาวที่วางอยู่ตรงหน้า ช่างเข้ากับบรรยากาศในยามที่หิมะกำลังโปรยปราย

แต่สิ่งที่ผมมองเห็น..มีเพียงรอยยิ้มของเขาเท่านั้น


.
.
.


ในวันที่หิมะแรกของฤดูหนาวได้ร่วงหล่น
ผมห่อตัวพลางกระชับเสื้อโค้ทตัวใหญ่หวังเพียงให้มันสร้างความอบอุ่น
พลางย่างก้าวอย่างลำบากท่ามกลางถนนที่มีหิมะปกคลุม
ไอเย็นที่พ่นออกมาจากปากอย่างไม่ตั้งใจ ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะต้องสบถออกมา

จวบจนมองเห็นจุดหมายปลายทางที่อยู่ข้างหน้า 
แทนที่ผมจะเร่งฝีเท้าให้เร็วมากขึ้น แต่ร่างกายของผมกลับไม่ยอมทำตามคำสั่ง

..เพียงเพราะเสียงไวโอลีนที่ดังแว่วมาตามลม..


ผมเดินตามเสียงท่วงทำนองโศกเศร้าราวกับถูกมนต์สะกด
เบื้องหน้าของผมท่ามกลางสีขาวของหิมะ ร่างของใครคนหนึ่งกำลังสีไวโอลีนอยู่บนม้านั่งที่ประจำของผม
ผมยืนนิ่งมองแผ่นหลังเล็ก พลางซึมซับท่วงทำนองของบทเพลงที่กำลังได้ยิน

..คนแปลกหน้า คุณกำลังเหงาอยู่ใช่มั้ย..


จนเมื่อเสียงโน๊ตตัวสุดท้ายได้จบลง ผมเผลอยกมือขึ้นปรบอย่างไม่รู้ตัว
และตอนนั้นเอง..คือ ครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับคิมจุนซู


.
.


ใบหน้าหวานน่ารักราวกับเด็กสาวแรกรุ่น 
ดวงตากลมใสที่มองมายังผมอย่างสนใจในทุกสิ่งที่ผมพูด
ริมฝีปากอิ่มที่ซีดลงเล็กน้อยด้วยความหนาวของอากาศ แต่ยังคงคลี่ยิ้มอยู่ตลอดการสนทนา
รอยยิ้มที่ทำให้ผมอยากจะใช้เวลาอยู่กับคนๆนี้เป็นเวลานานๆ

จุนซูเป็นเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม เขาเพิ่งย้ายมาอยู่ในหมู่บ้านเมื่อไม่กี่วันก่อน
จึงไม่แปลกที่ผมไม่เคยเห็นหน้าเขาเลย ทั้งที่ผมมาสวนสาธารณะแห่งนี้เกือบทุกวัน
ม้านั่งประจำของผมริมทะเลสาบขนาดเล็ก ที่ๆผมปลดปล่อยความคิดและความรู้สึก เพื่อกลั่นกรองออกมาเป็นบทเพลง

จุนซูบอกว่าเขาเล่นไวโอลีนเป็นงานอดิเรก 
..เล่นแก้เหงา..เขายิ้ม แล้วบอกผมอย่างนั้น

ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนกับหายใจไม่ออก เวลามองเห็นความเศร้าลึกๆในดวงตาใสคู่นั้น
ผมยื่นมือออกไปจับมือของเขาไว้แน่น ..ถึงผมจะไม่ใช่คนดีมากมายนัก แต่ผมก็อยากทำให้เค้าสบายใจ

"ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องเหงาแล้วนะ เพราะเราเป็นเพื่อนกันแล้ว"

.
.


..นั่นเป็นเหมือนคำสัญญา ว่าเราจะอยู่ข้างๆกันตลอดไป..

.
.


ตั้งแต่วันนั้น ทุกเย็นผมกับจุนซูก็มาเจอกันที่สถานที่แห่งนั้น
พูดคุยเรื่องราวต่างๆที่ได้เจอมาในแต่ละวัน ให้กันและกันฟัง
แลกเปลี่ยนความคิดเรื่องดนตรีและเรื่องต่างๆอย่างไม่รู้จักเบื่อ
จนกลับกลายเป็นว่า ในทุกๆวันของการใช้ชีวิต ผมรอคอยเพียงช่วงเวลาที่จะได้อยู่กับจุนซูเท่านั้น

"วันเกิดปีนี้ ยูชอนจะให้อะไรชั้นเหรอ"
ดวงตาใสมองมายังผมอย่างคาดหวัง แน่นอนว่าความเศร้าในดวงตาคู่นี้ได้หายไปแล้ว
นับตั้งแต่วันที่ผมสัญญาว่าเราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป..

"อีกตั้งนานน่า นี่เพิ่งจะผ่านวันเกิดชั้นมาไม่กี่วันเองนะ ยังคิดไม่ออกเลย"
ผมบ่ายเบี่ยง ทั้งที่ในใจมีคำตอบอยู่แล้วว่าผมจะให้อะไรกับจุนซู

"อะไรกัน วันเกิดยูชอน ชั้นยังตั้งใจทำเค้กก้อนแรกในชีวิตให้เลยนะ"
ริมฝีปากบางยู่ลงอย่างขัดใจ ท่าทางน่ารักนั่นผมเห็นมันจนชินเสียแล้ว แต่ก็ใช่ว่าผมจะไม่ชอบเสียเมื่อไหร่

"เอาน่า รับรองว่านายต้องชอบมันมากแน่ๆ"
ผมวาดแขนไปโอบไหล่บาง พลางใช้มืออีกข้างขยี้หัวอีกฝ่ายเบาๆ 
เสียงเล็กครางอย่างขัดใจ แต่ก็วาดแขนเข้ามากอดตอบผม พลางซุกหน้าลงกับไหล่อย่างออดอ้อน

..ผมไม่รู้ว่าเพื่อนกันต้องทำตัวยังไง แต่คนที่ผมอยากจะกอดเอาไว้แบบนี้ มีแค่จุนซูคนเดียว..


.
.


กระดาษสีขาวที่มีเส้นบรรทัดห้าเส้นวางอยู่ตรงหน้า 
ดินสอคู่ใจที่แต่งเพลงส่งประกวดชนะมานักต่อนัก กลับไม่ได้ทำหน้าที่ของมัน 
เพียงเพราะเจ้าของไม่รู้จะกลั่นกรองความรู้สึกที่มีออกมาได้ยังไง

ผมจะแต่งเพลงอะไรให้จุนซู .. 
ผมจะใช้คำพูดแบบไหนบรรยายความรู้สึกที่มีในใจนี้ออกมาได้..


.
.


จนใกล้อีกไม่กี่เดือนก็จะถึงวันเกิดของเขาแล้ว 
กระดาษแผ่นนั้นก็ยังคงว่างเปล่า..

"มาช้าจังเลยวันนี้" 
ผมพูดโดยที่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง เพราะเพียงแค่เห็นรองเท้าคู่เล็กที่มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ผมก็รู้ทันทีว่านี่คือใคร

"ขอโทษนะ..พอดีติดธุระนิดหน่อย.."

"เดี๋ยวนี้หัดมีธุระแล้วเหรอ..เอ๊ะ..จุนซูทำไมนายหน้าซีดแบบนั้นล่ะ"
คำพูดที่ตั้งใจว่าจะเอ่ยแซวออกไปกลืนหายเข้าไปทันที เมื่อมองเงยหน้าจากหนังสือเล่มเล็กเพื่อมองมายังเขา

ใบหน้าหวานที่เคยสดใสกลับซีดเซียวลงจนน่าใจหาย ผมรีบวางหนังสือลงพลางยกมือขึ้นลูบแก้มใสเบาๆอย่างเป็นห่วง

"ไม่สบายเหรอจุนซู ถ้าไม่สบายก็โทรมาบอกสิ จะออกมาทำไม หนาวจะตาย"


อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว อีกไม่นานหิมะก็คงจะตก 
ผมลืมบอกไปว่าจุนซูร่างกายไม่ค่อยเเข็งแรงนัก 
หลังๆมานี้ หลายครั้งที่เค้าผิดนัดช่วงเย็นของเรา เพราะไม่สบายต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่บ้าน
ทั้งที่ผมอยากจะไปเยี่ยมเค้า แต่จุนซูก็ไม่ยอมให้ผมมา และไม่เคยบอกผมเลยว่าบ้านเค้าอยู่ตรงส่วนไหนของหมู่บ้าน

..มีอะไรที่ผมยังไม่รู้เกี่ยวกับจุนซูอีกเยอะ แต่เมื่อเค้าไม่อยากเล่า ผมก็ไม่เซ้าซี้ที่จะถาม เพราะผมไม่อยากทำให้เค้าไม่สบายใจ..


"ก็วันนี้สัญญาว่าจะไปกินราเม็งที่ร้านหลังหมู่บ้านไม่ใช่เหรอ..ชั้นอยากกินนี่นา"
เสียงเล็กที่ฟังดูแหบลงอย่างเห็นได้ชัดเอ่ยออกมา บวกกับสีหน้าอ้อนๆที่ทำให้ผมใจอ่อน

ผมรีบก้มลงเก็บของ ก่อนจะคว้ามือเล็กขึ้นมากุมไว้ แล้วพาก้าวออกเดินไปด้วยกัน
แต่เพียงไม่กี่ก้าวที่ออกเดินจากสวนสาธารณะ มือเล็กๆนั่นก็เลื่อนหลุดจากมือของผมอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

"จุนซู!!"


.
.


กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ผมเเสนเกลียด แต่มาตอนนี้ได้กลับกลายเป็นความเคยชิน
เพราะที่นัดพบของเรา ได้เปลี่ยนจากม้านั่งริมทะเลสาบ มาเป็นโรงพยาบาลเล็กๆเเห่งหนึ่งในหมู่บ้าน

และมีเพียงผมเท่านั้น ที่เป็นฝ่ายเดินทางมาหาเค้า..


"ไงจุนซู วันนี้นายเป็นยังไงบ้าง ชั้นนะเหนื่อยสุดๆไปเลยล่ะ วันนี้มีสอบเปียโน แถมอาจารย์ก็โหดมากก
จำอาจารย์โคที่ชั้นเล่าให้นายฟังได้มั้ย ..โหดชะมัดเลย กว่าจะเล่นผ่านทำเอาชั้นเหงื่อตกแน่ะ..

..นี่จุนซู..นายจะไม่พูดอะไรกับชั้นหน่อยเลยเหรอ.."


ร่างบอบบางในชุดคนไข้ นอนหลับอยู่บนเตียงสีขาวอย่างนิ่งสงบ
จุนซูหมดสติไปตั้งแต่วันที่เราเดินออกมาจากสวนสาธารณะ เขาล้มลงไปทั้งที่มือของเรายังจับกันไว้อยู่
ผมรีบอุ้มเค้ามาส่งโรงพยาบาล ..ภาพใบหน้าซีดเซียวยามไร้สติของเขา ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของผม

เขาหลับไปตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ..วันที่อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงวันเกิดของเขา

คุณพ่อคุณแม่ของจุนซูที่ตอนนี้คุ้นเคยกับการที่ผมมาเฝ้าเขาในทุกๆวัน บอกกับผมว่าจุนซูเป็นโรคประจำตัวที่ไม่มีทางรักษาหาย
ที่ครอบครัวของเขาย้ายมาอยู่ที่นี่ ก็เพราะอยากให้จุนซูได้อยู่ในสภาพแวดล้อมดีๆ ที่จะทำให้อาการของเขาดีขึ้น

จุนซูมีแต่พ่อกับแม่ที่คอยตามใจดูแลประคบประหงมอย่างดี จนทำให้ติดนิสัยขี้อ้อน เอาแต่ใจ 
จุนซูไม่เคยมีเพื่อนสนิท เพราะตลอดชีวิตของเขาต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่บ่อยครั้งจนเรียนไม่ทันคนอื่นๆ

..ผมเป็นเพื่อนสนิทคนแรกของเขา..

คุณพ่อคุณแม่ของจุนซูบอกว่า จุนซูชอบกลับมาเล่าเรื่องของผมให้พวกท่านฟังเสมอ
พวกท่านเองก็อยากทำความรู้จักกับผม แต่จุนซูไม่ยอม เพียงเพราะกลัวว่าท่านจะเผลอบอกเรื่องที่จุนซูเป็นโรคประจำตัวให้ผมฟัง

..เด็กโง่..เค้าไม่เคยบอกอะไรกับผมเลย..



ผมดึงมือเล็กๆนั้นขึ้นมากุม ก่อนจะแนบหน้าลงไปบนฝ่ามือนั้น
ผมจะไม่ต้องการอะไรเลย ..ผมขอแค่ให้เค้าตื่นขึ้นมาคุยกับผม ..ยิ้มให้ผม 
อยู่ข้างๆกันทุกวันเหมือนอย่างที่เคยเป็น ..อยู่ข้างๆกันเหมือนที่เราได้สัญญากันไว้

"จุนซู..ชั้นคิดถึงนาย"

น้ำหยาดใสไหลออกจากดวงตาของผมอย่างไม่รุ้ตัว ราวกับจะถ่ายทอดความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอก
ผมกลัว กลัวเหลือเกินว่าเค้าจะไม่ตื่นมาอีก กลัวจะไม่มีวันที่เราได้นั่งอยู่ข้างๆกันในสวนสาธารณะอีกครั้ง
กลัวที่จะไม่ได้เห็นรอยยิ้มของจุนซู กลัวที่จะไม่ได้ยินเสียงหัวเราะของเขา กลัวที่จะไม่ได้กอดเขาเอาไว้ 

ผมโทษตัวเอง ผมน่าจะกอดเค้าให้แน่นกว่านี้ตอนที่เค้ากอดผม 
ผมน่าจะตามใจเค้าทุกอย่างเวลาที่เค้าอ้อนอยากได้อะไร
ผมน่าจะซักไซ้ถามเค้า จนรู้เรื่องที่เค้าไม่สบาย ผมจะได้คอยดูแลเขา
ผมอยากทำทุกอย่างให้ดีกว่านี้ .. ผมอยากจะทำเพื่อเค้าให้มากกว่านี้

ให้โอกาสกันหน่อยได้มั้ยจุนซู..


.
.


กลุ่มจักรราศีของฤดูร้อน ได้พาเอาความเร่งรีบของผมหายไป
เส้นทางแคบๆระหว่างตึกสูง ก็หลบหายไปเช่นกัน
ถนนที่พวกเราผ่านไปทุกๆวัน
ได้เก็บเอาเรื่องราวเล็กๆน้อยๆที่ทำให้รู้สึกอยากร้องไห้ไว้

ร้านที่เมื่อก่อนคุณพูดอยู่บ่อยๆว่าอยากไปนั้น
มันไม่มีอยู่แล้ว แต่ไม่ว่าวันไหน 
พวกเราก็เชื่อในความรักที่ไม่มีวันจบลงของเราสองคน

ผมอยากหยุดเวลาเอาไว้ เพื่อที่จะได้อยู่ข้างๆคุณตลอดไป
อยากที่จะกอดคุณให้แน่นยิ่งขึ้น
ค่อยๆใช้เวลาไปกับการจดจำเรื่องราวของคุณ ทีละเล็ก ทีละน้อย
ผมเชื่อแค่ความเป็นนิรันดร

ผมอยากหยุดเวลาเอาไว้ เพื่อที่จะได้อยู่ข้างๆคุณตลอดไป
ผมเงยหน้ามองท้องฟ้า แล้วรวบรวมคำอธิฐาน
เฝ้ามอง แต่ละดวง แต่ละดวง ดวงดาวยังส่องประกายต่อไป 
และค้นหาตัวตนของคุณ

ผมอยากหยุดเวลาเอาไว้ เพื่อที่จะได้อยู่ข้างๆคุณตลอดไป
อยากที่จะกอดคุณให้แน่นยิ่งขึ้น
ค่อยๆใช้เวลาไปกับการจดจำเรื่องราวของคุณ ทีละเล็ก ทีละน้อย
ผมเชื่อแค่ความเป็นนิรันดร



.
.


เสียงเปียโนและบทเพลงที่ผมตั้งใจแต่งให้จุนซูจบลง พร้อมกับน้ำตาของผม
ผมหลับตาลง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองดาวบนฟ้า

ที่ตรงนั้น..ผมเห็นรอยยิ้มของจุนซู


THE END


-------------


Talk 

ฟิคชั่ววูบอย่างแรงคับผม 
ชอบเพลงนี้อยุ่แล้ว พอมาเห็นคำแปลตอนตี 1 พอ ตี3.30 พิมฟิคเสดเลย T^T
ไม่ได้แต่งนานมากๆ แถมยังรีบมากๆ ติดขัดอะไรไปบ้างโปรดให้อภัย T^T
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะค้าบผม ~ 

ปล.หน้าหนาวนี่มันทำให้คนนอยด์ง่ายหรืออย่างไร TT^TT ~

 

Author notes ::
เป็นชอทฟิกที่อยุ่ในรวมเล่มที่สองของผมคับ เห็นว่ามันก็ผ่านมานานแล้วก็เลยเอามาลง 55
ประเด็นคือ ช่วงนี้กำลังคลั่งเทวากับซาตานหลังดูหนังจบ (คุณพ่อคาเมอร์เลโญหล่อได้อีกเหอะ!)
ฟิกนี้ก็แต่งตอนอ่านหนังสือจบรอบสองนี่ล่ะคับ (ของเค้าดีจิงนะ แดน บราวน์เนี่ย 555) ~ ว่าแล้วก็อยากไปวาติกันจังเลยน้า สวยมาก T T

ปล. Yoosu Paradise สวรรค์ของคนรักยูซู เปิดรับสมาชิกใหม่แล้วนะครับ จิ้มตามไปเลย >>
http://www.yoosuparadise.com

--------------------

...คุณยังจำความรู้สึกตอนจูบครั้งแรกได้มั้ย...

...นุ่มนวล อ่อนโยน ...เร่าร้อน รุนแรง...

...หรือเป็นแบบไหน ?...

... คุณจะรู้สึกเหมือนกันกับผมรึเปล่า ? …

... ผมรู้สึกว่ามันหวาน ... เหมือนกับ ... น้ำแอปเปิ้ล ...




เจ้าของรองเท้าผ้าใบยีนส์หุ้มข้อสีซีดคู่เล็กก้าวลงมาจากรถแท๊กซี่ที่จอดเทียบอยู่หน้าจัตุรัสเซนปีเตอร์ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในศาสนาคริสต์ และยังเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสันตปาปา ประมุขแห่งคริสตจัตรนิกายโรมันคาทอลิค


หลังจากที่ใช้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษที่แสนจะมีอยู่น้อยนิดของตนตกลงราคาค่าโดยสารกับคนขับรถแท๊กซี่จนเมื่อยมือแล้ว ร่างเล็กที่มีสัมภาระเพียงกระเป๋าเป้ใบใหญ่เกินขนาดตัวและกล้องถ่ายรูปเก่าๆที่ห้อยคอไว้ ก็ตัดสินใจเดินเข้าไปสู่สถานที่ๆเขาใฝ่ฝันมาตลอดในชีวิตว่าจะต้องได้มาเหยียบที่นี่ซักครั้ง


... มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ แห่งนครรัฐวาติกัน ... ที่ๆคนบ้านิยายชื่อดังของแดน บราวน์อย่างคิมจุนซู ยอมทำงานพิเศษอย่างหนักตลอดสามปีเพื่อที่จะมาเยือน


ด้วยความหลงใหลในนวนิยายอเมริกันชื่อดังเรื่อง เทวากับซาตาน ของผู้เขียนในดวงใจ ซึ่งเป็นคนเดียวที่แต่งรหัสลับดาวินชี่อันโด่งดัง รวมไปถึงความหลงใหลในงานศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่ล้วนเกี่ยวพันกับความเชื่อทางด้านศาสนาของจุนซู ซึ่งทำให้คนตัวเล็กตัดสินใจหอบเงินเก็บทั้งหมดที่มี เพื่อมาสัมผัสชีวิตและเก็บเกี่ยวความประทับใจในกรุงโรมแห่งนี้เหมือนอย่างที่เคยได้ฝันไว้


แสงแดดที่แผดแสงอย่างแรงกล้าในยามบ่าย ถึงแม้จะเป็นฤดูใบไม้ผลิที่อากาศเย็นสบาย แต่ก็ชวนให้ร้อนได้ไม่ยาก ทำให้จุนซูต้องเดินฝ่าบรรดานักท่องเที่ยวที่พากันเดินชมสถานที่ศักดิ์สิทธ์เข้ามายังเพิงเล็กๆที่อยู่บริเวณด้านข้าง สายตาเรียวกวาดมองรายการเครื่องดื่มที่ถูกแปะไว้ด้านบน พลางยิ้มแหยๆให้แก่ชายวัยกลางคนผมสีทองที่ยืนรอเขาสั่งอาหารอยู่

.... ช้าหน่อยอย่าว่ากันนะฮะ ผมอ่านไม่ออกนี่นา -*-



“อ่า... แอปเปิ้ล ... แอปเปิ้ล จู ~~ จู๊ซซ์ ...”
สำเนียงภาษาอังกฤษที่ฟังดูกระท่อนกระแท่นเปล่งออกมาจากริมฝีปากบางของร่างเล็กที่พยายามใช้มือสื่อสารไปด้วย ท่าทางน่ารักนั้นทำให้พนักงานขายต้องเผลอยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูก่อนจะจัดแจงทำเครื่องดื่มตามแบบที่อีกฝ่ายต้องการให้

น้ำแอปเปิ้ลรสชาติหวานบาดคอแบบแปลกๆ ที่จุนซูพยายามคิดว่ามันคือแบบออริจินอล ถูกดูดลงคอเพื่อดับอาการกระหาย สองเท้าเล็กก้าวเดินออกไปยัง ลานแกรนิตที่แผ่กว้างเป็นพื้นที่โล่งเบื้องหน้า ... ยิ่งเมื่อคิดได้ว่า ในตอนนี้เขาได้มายืนอยู่ในสถานที่ที่เคยใฝ่ฝันว่าจะได้มา หัวใจดวงน้อยก็เต้นแรงแทบจะระเบิด มือเล็กเอื้อมไปค้นหาหนังสือนิยายสุดโปรดในกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่ถูกสะพายด้วยไหล่ข้างเดียวจนทำให้เสียสมดุล แต่ทว่า ... เมื่อเค้าดึงหนังสือออกมาจากกระเป๋าได้ ร่างทั้งร่างกลับต้องล้มลงไปนอนแผ่อยู่กลางจัตุรัสเซนปีเตอร์ เมื่อถูกแรงกระแทกจากอะไรบางอย่าง



...พลั่ก!!!...



“โอ๊ยย!!~~~”

เสียงเล็กโอดครวญเมื่อก้นนิ่มๆของเขาต้องกระแทกกับพื้นแข็งเข้าอย่างจัง ... เสียงขอโทษขอโพยที่รัวเป็นภาษาอิตาเลียนดังอยู่ข้างหู พร้อมๆกับมือหนาที่ค่อยๆพยุงให้เขาลุกขึ้น แทบจะไม่ได้รับความสนใจจากคนตัวเล็กเลย เมื่อประสาทสัมผัสทั้งหมด ถูกใช้ไปกับการจ้องมองหนังสือนิยายเล่มโปรดวางแหมะอยู่กับพื้น โดยมีน้ำแอปเปิ้ลหกราดอยู่จนชุ่ม

“อ๊า ~ หนังสือเล่มโปรดของชั้นนน” ร่างเล็กโอดครวญหนักกว่าเก่า และทำท่าจะถลาไปเก็บของรักของหวง แต่ก็ติดอยู่ที่ มือหนาของคนแปลกหน้ายังจับแขนเขาไว้ไม่ปล่อย

“เมื่อกี้คุณพูดภาษาเกาหลีเหรอครับ ... คุณเป็นคนเกาหลีเหรอ”
เสียงทุ้มกับสำเนียงที่คุ้นเคยดังอยู่ข้างหู ต้องทำให้จุนซูต้องหันมาอีกฝ่าย

... ใบหน้าคมตามแบบฉบับคนเอเชีย ผมสีดำที่ถูกจัดทรงไว้อย่างลวกๆ และดวงตาเรียวที่มองมายังเค้าอย่างตื่นเต้น ทำให้ร่างเล็กอดแปลกใจไม่ได้ รวมไปถึงการได้ยินภาษาบ้านเกิดของตนจากปากคนแปลกหน้านั้นอีก ...

“คุณก็เป็นคนเกาหลีเหรอฮะ??”


.
.


... จะเรียกได้ว่า เป็นโชคดีของจุนซูรึเปล่าก็ไม่รู้ ที่มาเจอเข้ากับเพื่อนร่วมชาติในต่างแดน แถมยังใจดีให้ที่พักฟรีแก่เขาตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่จะมาอยู่ที่นี่ โดยบอกว่าเพื่อเป็นการไถ่โทษที่วิ่งมาชน แถมยังทำหนังสือของเขาเปียกอีก ... ซึ่งจุนซูเองก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องหนักหนาอะไร แต่การได้ที่พักฟรี แถมยังมีคนพาเที่ยวแบบนี้ ถ้าไม่รับโอกาสดีๆแบบนี้ไว้ เขาต้องโง่มากแน่ๆ ...

“คุณอยู่ที่นี่มานานแล้วเหรอฮะ คุณยูชอน” คนตัวเล็กชวนอีกฝ่ายคุย ขณะที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ตรงระเบียงบนอพาตเมนต์เก่าๆแห่งหนึ่งในกรุงโรม

“ผมมาอยู่ได้สองปีแล้วครับ ... พอดีญาติของผมมีร้านอาหารอยู่ที่นี่ ผมก็เลยมาช่วยงานเค้า แล้วก็เรียนไปด้วย ... อันที่จริงก็หาข้ออ้างมาเที่ยวไปในตัวด้วยนั่นแหละครับ” ริมฝีปากหนาเอ่ยพลางคลี่ยิ้มบางๆ ซึ่งก็ทำให้คนฟังต้องยิ้มตามไปด้วยจุนซูลุกขึ้นยืนเกาะราวระเบียงพลางหันไปดูบรรยากาศรอบๆอย่างร่าเริง

“น่าอิจฉาจังเลยนะฮะ ได้มาอยู่ในที่สวยๆแบบนี้ ผมชอบตึกของพวกยุโรปมากเลย มันคลาสลิกสุดๆไปเลยนะฮะ คุณว่ามั้ย” คนตัวเล็กหันมายิ้มกว้างให้อีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกสะดุด จนหัวใจเต้นผิดจังหวะ

“ว่าอย่างงั้นมั้ยฮะ คุณยูชอน” จุนซูที่เห็นอีกฝ่ายนิ่งไป จึงเอ่ยถามอีกครั้ง ทำให้ร่างสูงต้องยิ้มออกมา เพื่อกลบเกลื่อนความเขิน(?) ก่อนจะรับคำ พลางชี้ชวนและอธิบายถึงสถานที่ต่างๆของกรุงโรมจากวิวที่เห็นได้จากระเบียง


.
.


“แกจะบ้ารึป่าววะมิกกี้ ให้คนแปลกหน้ามาอาศัยอยู่ด้วยแบบนั้นอ่ะ ถ้าเกิดเป็นพวกโจรหรือขโมยขึ้นมาจะทำยังไง”
เสียงจากปากของพ่อครัวที่กำลังทำอาหารอยู่หน้าเตา ผู้มีศักดิ์เป็นอาของร่างสูง บ่นกับอีกฝ่ายที่เข้ามาบอกว่า จะขอลาหยุดงานและพาเพื่อนใหม่ของเค้าไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆทั่วโรม

“โธ่~ อาครับ เค้าออกจะดูซื่อขนาดนั้น แถมยังน่า ....”

.... น่ารัก .... ยูชอนเคลิ้มไป เมื่อคิดถึงใบหน้าหวานที่ส่งยิ้มสดใสมาให้เค้า

“น่าอะไร ??” อีริคถามหลานชายที่ยืนนิ่ง แถมยังดูใจลอยชอบกล

“น่า .... น่าสงสารไงครับ เค้าเป็นแค่นักศึกษามหาวิทยาลัยอยู่เลยนะครับ เค้าเก็บเงินมาที่นี่ด้วยตัวเองเลยนะ แล้วก็เค้าก็มาตัวคนเดียว แถมยังพูดภาษาอังกฤษไม่เก่งด้วย ... อาจะไม่เห็นใจเค้าเลยเหรอครับ”

“ถึงอย่างงั้นก็เหอะ ~ ยังไงก็ไว้ใจไม่ได้อยู่ดี”
อีริคลากเสียงยาว พลางส่ายหัวให้กับความใจอ่อนของหลานชาย

.
.

“ทำไมแกไม่บอกว่าเค้าน่ารักขนาดนี้ล่ะวะ~” เสียงกระซิบของผู้เป็นอาดังอยู่ข้างหู เมื่อยูชอนพาอีริคออกไปพบกับจุนซูที่นั่งอยู่มุมหนึ่งของร้าน ...ใบหน้าหวานใสและสายตาบ๊องแบ๊วที่มองมา ทำให้อีริคแทบจะลบความคิดที่ว่าคนตัวเล็กเป็นคนร้ายออกไปจากหัวในทันที แถมยังกลัวว่าคนตรงหน้าจะถูกคนร้ายฉุดไปซะเองมากกว่า

“ต้องขอโทษที่มารบกวนนะฮะ คุณอีริค” จุนซูเอ่ยพลางก้มลงโค้งให้อีกฝ่าย เมื่อยูชอนแนะนำให้รู้จัก

“อ่ออ ... ไม่เลยครับ ไม่รบกวนเลย ยังไงก็เป็นคนเกาหลีเหมือนกันนะครับ ไม่รบกวนอะไรเลยครับ” อีริคเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม สายตาคมจับจ้องร่างเล็กอย่างถูกใจ ท่าทีที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้คนเป็นหลาน อดที่จะขำไม่ได้

“คุณจุนซูอยากไปที่ไหน บอกเจ้ามิกกี้มันได้เลยนะครับ แล้วก็ถ้ามันไม่พาไป เดี๋ยวผมพาไปเองก็ได้ ไม่ต้องไปง้อมัน” ร่างสูงเอ่ยติดตลกเรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากร่างเล็กและหลานชาย


.
.


... หลังจากที่เอ่ยลาอีริคแล้ว ยูชอนจึงพาจุนซูไปนั่งรถบัสเปิดหลังคาชมเมือง ร่างสูงชี้อธิบายถึงสถานที่สำคัญต่างๆที่รถขับผ่าน โดยมีอีกฝ่ายคอยฟังอย่างสนใจ ...

“ตรงนั้นคือ เปียซ่าเวเนเซียครับ แล้วก็เดี๋ยวรถกำลังจะพาเราไปดูโคลิเซียม”ยูชอนที่ยืนซ้อนหลังเยื้องกับคนตัวเล็กที่ยืนเกาะราวข้างรถ ชี้ให้อีกฝ่ายดูสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เห็นอยู่ลิบๆ

“โคลิเซียม ที่อยู่ในหนังเรื่องกราดิเอเตอร์ใช่มั้ยฮะ ............. อ๊ะ~ ...”

แรงเบรกกะทันหันจากรถ ทำให้จุนซูที่หันกลับมาถามร่างสูงเซเข้าปะทะกับแผ่นอกกว้าง ริมฝีปากบางที่กำลังเอ่ยประทับเข้ากับแก้มสากที่เต็มไปด้วยไรหนวดอ่อนๆของอีกฝ่ายที่โอบประคองเค้าไว้ในอ้อมกอด

สัมผัสแผ่วเบาเพียงเสี้ยววินาที ทำให้ยูชอนใจเต้นไม่เป็นส่ำ สายตาคมเผลอจ้องเข้าไปในดวงตาใสบนใบหน้าหวานที่กำลังขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างน่ารัก วงแขนแกร่งโอบรั้งอีกฝ่ายเข้ามาใกล้อย่างไม่รู้ตัว

“...ขะ ... ขอโทษนะฮะ”
เสียงแหบหวานเอ่ยขึ้นอย่างตะกุกตะกัก จุนซูที่รู้สึกว่าอยู่ๆใบหน้าของตนก็ร้อนผ่าวขึ้นมา เมื่อได้ใกล้ชิดกับอีกฝ่ายและได้มองสบตากันตรงๆแบบนี้ ขยับตัวเล็กน้อยในอ้อมกอดของร่างสูง ทำให้ยูชอนรู้สึกตัว จึงปล่อยร่างเล็กออกจากวงแขนอย่างเสียดาย ก่อนหันไปชมทิวทัศน์ข้างทาง ที่มีดอกไม้ ใบหญ้ากำลังเบ่งบาน ... เหมือนกับความรู้สึกบางอย่างในใจของคนทั้งคู่ ดั่งในเวลานี้


.
.


“ที่จริงคุณนอนข้างบนก็ได้นะฮะ ... คุณเป็นเจ้าของห้องแท้ๆ แต่ต้องมายกเตียงให้ผม~”
เสียงเล็กเอ่ยขึ้นอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย เมื่อเห็นเจ้าของเตียงที่เค้านั่งอยู่กำลังปูฟูกลงกับพื้นด้านข้างของเตียง

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมนอนทุกวันเบื่อแล้วล่ะ ลงมานอนที่พื้นบ้าง ถือซะว่าเปลี่ยนบรรยากาศยังไงล่ะครับ”
คำตอบพร้อมกับรอยยิ้มของร่างสูงทำให้จุนซูต้องยิ้มออกมา ... นี่เป็นอีกครั้งที่เค้ารู้สึกได้ถึงความใจดีของคนตรงหน้า
... ทั้งๆที่เขาเองก็ไม่ได้รู้จักมักจี่หรือสนิทสนมกับอีกฝ่ายเลย จะเรียกว่าเป็นแค่คนแปลกหน้ากันก็ว่าได้ แต่ยูชอนกลับดูแลเทคแคร์เอาใจใส่เค้าในทุกๆเรื่อง แถมยังคุยกันถูกคอ ราวกับรู้จักกันมานานเป็นสิบปี ... มันทำให้เขาต้องสาบานกับตัวเองว่า ยังไงก็จะต้องตอบแทนความมีน้ำใจของผู้ชายคนนี้ให้ได้

“อยากดื่มนมอุ่นๆก่อนนอนมั้ยครับ เดี๋ยวผมไปเอามาให้” ยูชอนเอ่ยถามคนตัวเล็กที่ล้มตัวลงนอนเล่นบนเตียงด้วยความเอ็นดู ... จุนซูในชุดเสื้อยืดสีขาวแขนยาวตัวใหญ่ ทำให้ดูเหมือนเป็นเด็กเข้าไปอีก

“ไม่ดีกว่าฮะ.... คุณยูชอนน่ะ ~ อย่าใจดีกับผมนักสิฮะ เดี๋ยวก็เหลิงกันพอดี”ร่างเล็กทำแก้มป่องๆ เรียกรอยยิ้มกว้างจากอีกฝ่าย

“งั้นผมปิดไฟแล้วนะครับ” ยูชอนลุกขึ้นไปปิดสวิสต์ไฟที่อยู่ตรงประตู เมื่อเห็นว่าจุนซูล้มตัวลงนอนห่มผ้าเรียบร้อยแล้ว

... ในความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาจากทางหน้าต่าง ร่างสูงขยับตัวไปมาบนฟูกนุ่มที่อาจจะเป็นเพราะยังไม่ชิน เขาค่อยๆลุกขึ้นนั่งพลางหันมองใบหน้าหวานของคนตัวเล็กที่นอนหลับขดตัวอยู่ในผ้าห่ม ริมฝีปากหนาจุดยิ้มขึ้นมาเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวัน ก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกครั้งอย่างมีความสุข ... ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่ตอนนี้เค้ากำลังมีความสุข ... มีความสุขมากเหลือเกิน ..


.
.


ย่างเข้าสู่วันที่สี่ของจุนซูในโรม ... วันนี้ยูชอนพาร่างเล็กนั่งรถมาไกลถึงเมืองปิซ่า เพื่อพามาดูสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ไม่ว่าใครก็ตามที่มาเยือนอิตาลี ก็จะต้องมาที่นี่กันทุกคน ... หอเอนเมืองปิซ่า

“คุณว่าซักวันมันจะพังลงมามั้ยฮะ” เสียงเล็กเอ่ยถามอีกฝ่าย ก่อนจะยกน้ำแอปเปิ้ลปั่นขึ้นมาดูด สายตาเรียวยังคงจ้องไปยังหอเอนที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ... ในตอนนี้ยูชอนกับจุนซูกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ตรงสนามหญ้าใกล้ๆกับหอเอน หลังจากที่โพสท่าถ่ายรูปกันจนเมื่อย

“พังสิครับ ... มันทรุดลงทุกปีเลยล่ะ ไม่แน่ว่าอีก 20 ปีข้างหน้า เราอาจจะไม่ได้เห็นมันก็ได้” ร่างสูงเอนตัวพิงต้นไม้ใหญ่พลางจ้องมองสิ่งมหัศจรรย์ตรงหน้า แต่ไม่ใช่หอเอนที่เขากำลังจ้องอยู่ กลับเป็นจุนซูต่างหากที่เขาไม่อาจละสายตา คนตัวเล็กที่ทำให้เค้าหัวใจพองโตทุกครั้งที่อยู่ใกล้ จนไม่แน่ว่าอีกไม่นานเขาอาจจะสำลักความสุขจนตายไปเลยก็ได้

“งั้นก็เป็นโชคดีของผมน่ะสิฮะที่ได้มาที่นี่ ก่อนที่มันจะพังลงไป” จุนซูหันมายิ้มกว้างให้อีกฝ่ายใจเต้นอีกครั้ง
“ใช่ครับ ... โชคดีมากๆเลยที่คุณมา”

………. เป็นโชคดีของผมจริงๆ


.
.
.


“อูโน ... ดูโอ ... เตร ...”
เจ้าของดวงตาใสเงยขึ้นสบกับคนตรงหน้าอย่างไม่มั่นใจในการอ่านออกเสียงภาษาอิตาเลียนของตน ร่างเล็กก้มลงไปอ่านคำพูดในหนังสืออีกครั้ง ขณะที่สองเท้าก็ก้าวเดินเคียงข้างไปกับอีกฝ่ายบนถนนสายใหญ่

“ถูกแล้วล่ะครับ ... อูโน หนึ่ง ... ดูโอ สอง ... เตร ก็สาม ...”
ยูชอนเอ่ยพลางก้มลงไปมองข้อความในหนังสือของคนข้างๆดูบ้าง

“ยากจังเลยนะฮะ ภาษาอิตาเลียนเนี่ย~ ” เสียงเล็กโอดครวญหงุงหงิง

“ไม่ยากหรอกครับ บางคำมันก็มาจากภาษาอังกฤษนั่นแหละ ... อย่างคำว่า ดิฟเฟเรนเต ก็มาจากคำว่า ดิฟเฟอเรนต์ ... แบบนี้”
“ภาษาอังกฤษยังไม่รอดเลยฮะ โดดมาภาษาอิตาเลียนแบบนี้ผมคงตายแน่”

สีหน้าหมดอาลัยตายอยากของคนตัวเล็ก ทำให้ร่างสูงยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู มือหนาเผลอยกขึ้นโอบไหล่อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ พลางยกมือขึ้นลูบหัวเบาๆให้กำลังใจ

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ท่องๆไปเดี๋ยวก็จำได้เองนั่นแหละ”

ดูเหมือนว่า ยูชอนจะมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่หน้าแดงๆของจุนซูเงยขึ้นสบตา แบบที่หน้าห่างกันไม่ถึงคืบ ร่างสูงชะงักค้างจนแทบลืมหายใจ พาลก้าวขาไปต่อไม่ถูก พอๆกับร่างเล็กที่เจอสัมผัสอ่อนโยนแบบนั้นไป ก็เขินจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน

“เอ่ออ ... ขอโทษนะครับ ... ผม .. ลืมตัวไปหน่อย แหะๆ” ร่างสูงเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายที่เผลอไปแตะเนื้อต้องตัวแบบสนิทสนมอย่างนั้น เขาคิดว่าจุนซูอาจจะไม่ชอบก็ได้ จึงรีบขอโทษและขยับมือออกห่างร่างเล็กที่ยืนก้มหน้างุดๆ

“มะ ... ไม่เป็นไรฮะ ... เราไป .. เอ่อ ... ไปเดินดูของกันดีกว่าฮะ” คนตัวเล็กที่เขินจนหน้าแดงจนแทบจะระเบิด พูดกับคนตรงหน้าอย่างตะกุกตะกัก ก่อนจะชิ่งเดินหนีไปก่อนอีกทาง ท่าทางน่ารักแบบนั้น ทำให้ยูชอนยิ่งรู้สึกขึ้นไปอีก

... พระเจ้าครับ~ ผมว่า อีกไม่นาน หัวใจผมต้องระเบิดแน่ๆ ...


.
.


“จริงๆนะครับอา ... ผมหัวใจเต้นแรงมากเวลาอยู่กับเค้า มันมีความสุขจนหัวใจมันพองคับอก เหมือนจะระเบิด .... ผมคิดว่า ผมกำลังมีความรัก”

เสียงทุ้มของหลานชายที่เอ่ยขึ้นมาอย่างเพ้อๆ ทำเอาผู้เป็นอาแทบจะสำลักกาแฟตาย อีริคหันไปมองอีกฝ่ายที่นั่งใจลอยอยู่ข้างๆ ก่อนจะเอ่ยถาม

“แกตกหลุมรักหนูจุนซูเข้าแล้วอ่าดิ” แม่นยิ่งกว่าหมอลักษณ์ฟันธง !! ทำเอายูชอนสะดุ้งจนเกือบตกจากเก้าอี้
“อะ... อารู้ได้ยังไง”
“โธ่~ แกเป็นหลานอานะเว้ย แล้วอีกอย่าง มันก็ไม่แปลกหรอกน้า ที่แกจะชอบหนูจุนซูเค้าน่ะ ... น่ารักแบบนั้น อายังชอบเลย ฮ่าฮ่า” ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นหน้าตาเหมือนเด็กถูกจับโกหกจากหลานชาย

“แล้วอาจะว่า เค้าจะรู้มั้ยครับ ว่าผมชอบเค้าน่ะ”
ยูชอนถามอย่างไม่มั่นใจ ... เขากำลังกลัวว่า ถ้าจุนซูรู้ อาจจะไม่ชอบจนพาลเกลียดเค้าไปเลยก็ได้
“มันก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า แกแสดงออกแบบไหนเวลาอยู่กับเค้าต่างหากล่ะ”
“แบบไหนน่ะเหรอฮะ...” ยูชอนนิ่งคิดไปซักพัก แต่ก็ต้องชะงักเมื่อมือหนาของผู้เป็นอาตบลงที่บ่าเบาๆ

“ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นนะมิกกี้ .. อีกสองวันเค้าก็จะกลับแล้ว แกอยากจะให้เค้ารู้รึเปล่าล่ะ ว่าแกคิดยังไงกับเค้า .. หรือแกจะปล่อยให้เค้ากลับไป โดยที่แกไม่ได้บอกความรู้สึกของแกให้เค้าได้รู้เลย แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่า ในอนาคตจะมีโอกาสได้เจอกันอีกรึเปล่า” อิริคแนะนำหลานชายที่ยังด้อยประสบการณ์ด้านความรัก

“ผมกลัวเค้าจะเกลียดผมน่ะสิครับ ถ้าผมบอกเค้าไป” ร่างสูงถอนหายใจออกมาอย่างคนคิดไม่ตก

“มิกกี้ ~ ... เป็นอานะ ต่อให้ถูกเกลียดยังไงก็ช่าง ถ้าอีกสองวันคนที่อาชอบ จะไปโดยที่ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ ... อาจะไม่ลังเลเลยที่จะบอกรักเค้าไป ดีกว่าที่อาจะต้องมานั่งเสียใจไปตลอดชีวิตที่ไม่ได้บอกว่ารักกับคนที่เรารู้สึกดีด้วยแบบนั้น”

.
.

ประโยคเด็ดโดนใจของผู้เป็นอา ดังรบกวนจิตใจของร่างสูงตลอดเวลาจนกระทั่งถึงในตอนนี้ที่เขาพาจุนซูมายังนครรัฐวาติกันอีกครั้ง ... หลังจากพาร่างเล็กเดินชมมหาวิหารและจุดสำคัญต่างๆในนครรัฐ ทั้งคู่ก็เข้ามาถึงบริเวณพิพิธภัณฑสถานวาติกัน ที่ซึ่งเก็บผลงานศิลปะล้ำค่าของศิลปินดังอย่างมีเกลันเจโลดาวินชี่ หรือเบร์นีนี่ ที่มีชื่อเสียงก้องโลก ทำให้จุนซูที่กำลังเรียนด้านศิลปะอยู่ อดที่จะตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ เมื่อได้มาเห็นผลงานของพวกเขาด้วยตาของตนเอง

“ไม่น่าเชื่อเลยนะฮะ .. ว่าเราจะได้มีโอกาสมาเหยียบที่ๆศิลปินดังขนาดนี้เคยอาศัยอยู่ คุณว่างั้นมั้ยฮะ คุณยูชอน” จุนซูหันมาถามอีกฝ่ายที่ดูเหม่อๆ สติไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่นัก
“คุณยูชอน!” เสียงเล็กเรียกร่างสูงย้ำอีกครั้ง ทำให้ต้องหันมาสบตาอย่างงงๆ

“ครับ ... คุณเรียกผมเหรอ” ยูชอนที่เอาแต่คิดตีกันไปมาในหัวว่าจะบอกรักจุนซูดีรึเปล่า ตอบรับคนตัวเล็กแบบเอ๋อๆ

“คุณไม่สบายรึเปล่าฮะ ทำไมวันนี้คุณดูแปลกๆจัง” ดวงตาใสแจ๋วที่มองมาอย่างห่วงใย ทำให้ร่างสูงต้องยิ้มออกมาบางๆเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธ และตัดความกังวลทิ้งไป ก่อนจะชวนร่างเล็กคุยถึงรูปต่างๆที่ติดอยู่บนผนัง เพราะยังไงยูชอนก็ไม่อยากให้จุนซูต้องคอยกังวลหรือเป็นห่วงเขา และเขาก็ตัดสินใจจะใช้วันสุดท้ายที่จะได้อยู่ด้วยกันให้คุ้มค่าและสร้างความทรงจำที่ดีระหว่างพวกเขา


.
.


“พรุ่งนี้ผมก็ต้องกลับแล้วนะฮะ ผมรู้สึกใจหายยังไงก็ไม่รู้”
ร่างเล็กเอ่ยขึ้นมาขณะยื่นมือไปรับน้ำแอปเปิ้ลจากอีกฝ่ายมาดื่ม ... แผ่นหลังเล็กเอนพิงกับราวสะพานอังเจโล พลางทอดสายตามองไปยังแม่น้ำไทเบอร์ที่เป็นประกายสะท้อนกับแสงจันทร์

ร่างสูงไม่ได้พูดตอบอะไรกลับไป เค้าทำได้แต่เพียงจับจ้องใบหน้าหวานของคนตรงหน้าเอาไว้อย่างนั้น ... หลังจากพรุ่งนี้ไป ก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ ความรู้สึกที่เพิ่มพูนมากขึ้นทุกทีในช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ได้อยู่ด้วยกัน ทำให้เขารู้สึกอยากจะอยู่กับคนๆนี้ตลอดไป ยูชอนรู้ตัวว่า เขาจะต้องคิดถึงคนตัวเล็กนี้จนแทบบ้าแน่ๆ ถ้าจะต้องให้จากกันไป ... แต่ว่า การจะรั้งไว้ก็เป็นไปไม่ได้

ถ้าอีกสองวันคนที่อาชอบ จะไปโดยที่ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ ... อาจะไม่ลังเลเลยที่จะบอกรักเค้าไป ดีกว่าที่อาจะต้องมานั่งเสียใจไปตลอดชีวิต ที่ไม่ได้บอกว่ารักกับคนที่เรารู้สึกดีด้วยแบบนั้น

“จุนซู ... คือผม....”
เสียงทุ้มที่รวบรวมความกล้าทั้งหมดเอ่ยขึ้นมา ถูกเสียงหวูดเรือที่ดังอยู่ริมแม่น้ำกลบจนแทบไม่ได้ยิน ... ร่างสูงถอนหายใจออกมาเบาๆ กับอุปสรรคขัดขวาง แต่ประโยคจากปากของร่างเล็กก็ดึงความสนใจของเขากลับมา

“ทำไมคุณถึงดีกับผมขนาดนี้ล่ะฮะคุณยูชอน ... คุณดีกับผมมาก ทั้งๆที่เราเองก็ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนด้วยซ้ำ ...”
ดวงตาใสสบเข้ากับอีกฝ่ายราวกับค้นหา จุนซูที่เอาแต่คิดหาคำตอบกับการกระทำที่แสนดีของร่างสูงมาโดยตลอดเอ่ยถามอีกฝ่ายเพื่อยืนยันว่า คำตอบที่เค้าคิดไว้ มันจะไม่เป็นเพราะเค้าคิดเข้าข้างตัวเองฝ่ายเดียว

สายลมแผ่วเบาในฤดูใบไม้ผลิยามค่ำคืนพัดผ่านร่างของทั้งสองที่ยืนสบตากันราวกับจะถ่ายทอดความรู้สึกที่มีผ่านทางสายตา มือหนายกขึ้นจับปอยผมนิ่มที่ถูกลมพัดมาทัดไว้ที่ข้างหู ก่อนจะเลื่อนมาเกลี่ยแก้มใสอย่างเบามือ

“ตอนที่พบกับคุณครั้งแรก ผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไม ... ผมถึงรู้สึกอยากจะดูแล อยากจะปกป้องคุณ ... และยิ่งผ่านไปนานเท่าไหร่ ผมก็รู้สึกว่า ผมมีความสุขมาก เวลามีคุณอยู่ใกล้ๆ ... แค่ได้เห็นรอยยิ้มของคุณ แค่ได้ยินเสียงของคุณ ... แค่ผมได้เห็นหน้าคุณ ผมก็มีความสุขมาก มากซะจนผมแทบจะหายใจไม่ออก…” ใบหน้าคมโน้มลงใกล้กับอีกฝ่าย จนรู้สึกได้ถึงไอร้อนจากใบหน้าหวานที่ขึ้นสีชมพูระเรื่อ

“จนถึงในตอนนี้ ... คุณก็กำลังทำให้ผมหัวใจเต้นแรง ... จนไม่อยากหายใจ”

ริมฝีปากบางที่เคลือบไปด้วยรสหวานของน้ำแอปเปิ้ล ถูกประทับจูบอย่างอ่อนโยนและนุ่มนวล มือหนารั้งเอวบางเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน พลางใช้ริมฝีปากดูดซับความหวานอย่างช้าๆ ร่างสูงจูบย้ำซ้ำๆอยู่อย่างนั้น ความนิ่มของกลีบปากบาง และความหวานที่ทำให้เคลิบเคลิ้ม ราวกับเวลาถูกหยุดนิ่ง .

.. ร่างสองร่างต่างแนบชิดและสัมผัสกันซ้ำๆ ราวกับถ่ายทอดความรู้สึกที่มีผ่านทางจูบอันแสนหวาน ... อย่างเนิ่นนาน เพื่อเก็บเป็นความทรงจำดีๆระหว่างเขาทั้งสองคนตลอดไป


.
.


จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ... ฤดูใบไม้ผลิได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีกครั้ง พร้อมๆกับความคิดถึงของยูชอนที่มากขึ้นทุกขณะ ร่างสูงเดินทอดน่องอยู่ในจัตุรัสเซนปีเตอร์ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ซึ่งนำมาเขามาพบกับจุนซู คนตัวเล็กที่ขโมยหัวใจของเขากลับไปที่เกาหลีเป็นเวลาหนึ่งปีเต็มแล้ว

มือหนายกแก้วแอปเปิ้ลปั่นขึ้นดูดเพื่อดับกระหาย .. สาบานได้ว่า เขาไม่ได้ชอบรสชาติของน้ำผลไม้ชนิดนี้เลย แต่เค้าก็เลือกที่จะกินมันในทุกๆวัน ... เพราะมันทำให้เค้าคิดถึงสัมผัสอันอ่อนนุ่มและความหวานของกลีบปากบางที่เคลือบไปด้วยรสชาติของน้ำแอปเปิ้ลที่คนตัวเล็กชอบ

“ผมต้องกำลังจะเป็นบ้า เพราะคิดถึงคุณแน่ๆเลย จุนซู” ถึงแม้จะได้คุยกันทุกวันผ่านทางเอมเอสเอนหรือจะได้ยินเสียงกันทุกวันอาทิตย์ผ่านทางโทรศัพท์ แต่ก็ไม่ทำให้เขาคลายความคิดถึงจุนซูได้เลยแม้แต่น้อย

ร่างสูงสูดลมหายใจรับเอาอากาศบริสุทธิ์เพื่อผ่อนคลายก่อนจะหลับตาลง และเมื่อลืมตาขึ้น เขาก็หวังว่าจะเจอร่างเล็กมายืนอยู่ตรงหน้าเหมือนในหนังบางเรื่อง ... แต่ก็ไม่มี .... แน่ล่ะ ก็นี่ไม่ใช่หนังนี่นา จะไปมีเรื่องพรรค์นั้นได้ยังไง

ยูชอนตัดสินใจจะเดินเข้าไปในมหาวิหารเพื่อฆ่าเวลา ระหว่างที่รออาทำธุระและก่อนที่เขาจะได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น วัตถุหนึ่งก็พุ่งเข้ามาหาด้วยความไวแสง

... พลั่ก !! ...

“อ๊า~ เจ็บชะมัด” เสียงเล็กที่โอดครวญ เพราะนอกจากจะพลาดเป้าหมายแถมยังล้มก้นกระแทกพื้นอีก เรียกให้ร่างสูงต้องเดินเข้ามาดูใกล้ๆ
“ทำไมต้องหลบด้วยล่ะฮะ ผมล้มเลยอ่า~” ใบหน้าหวานที่ส่งเสียงกระเง้ากระงอดอย่างน่ารัก ทำให้คนมองต้องเผลอยิ้มกว้าง ก่อนจะค่อยๆพยุงอีกฝ่ายขึ้นมา ทั้งที่ยังไม่เชื่อสายตา ว่าคนที่กำลังคิดถึงจะมายืนอยู่ตรงหน้า

“นี่ผมไม่ได้กำลังฝันอยู่ใช่มั้ย..”

“ไม่ได้ฝันหรอกฮะ ... ผมกลับมาให้คำตอบกับคุณไง”
คำตอบของคำถามที่ว่าร่างเล็กรู้สึกยังไงกับยูชอน ที่ร่างสูงถามอีกฝ่ายก่อนที่จุนซูจะขึ้นเครื่องกลับเกาหลีเมื่อคราวก่อน ซึ่งคนตัวเล็กสัญญาไว้ว่า ถ้าเขาพร้อมเมื่อไหร่จะให้คำตอบกับยูชอนเอง

“แล้วจะให้คำตอบว่ายังไงล่ะครับ”
ริมฝีปากหนายิ้มกว้าง เมื่อคนน่ารักขยับเข้ามาใกล้ พลางยกแขนขึ้นโอบรอบคอของเขา ใบหน้าหวานแดงระเรื่ออย่างน่ามองพร้อมกับกลีบปากบางเข้ามากระซิบตรงริมฝีปากหนาที่เคลือบไปด้วยน้ำแอปเปิ้ล



“Ti Amo (ติ อ๊าโม่)”



... ผม รัก คุณ ...



--- END ---

ว่าแล้วก็ขอระบายหลังไปดูเทวากับซาตานดีกว่าเนอะ สนุกมากกกกกกกกกกก

แต่ก็ไม่เหมือนหนังสือเยอะเหมือนกัน แต่ก้ถือว่าโอเค ถึงจะตัดไปหลายประเด็น

แต่คุณพ่อโอบีวันหล่อมากกก ดูแล้วก็นั่งกีสกับน้องไปว่า หล่อ เอวบาง ดูดีสุดๆเหอะ

นักฆ่าก็สุดยอดเลยเหมือนกัน ดูเทห์ เถื่อน 55

แต่ว่ามันมีบางช่วงของหนังที่เรารุ้สึกว่ามันทิ้งปมโจ่งเเจ้งไปหน่อย

หรือเพราะเราอ่านหนังสือมาแล้วเลยไม่ตื่นเต้น -*-

แต่ก็เอาเถอะ เป็นหนังดีที่ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว !

แถมลูกค้า AIS ยังได้ดู 60 บาท เยี่ยมที่สุด 555



Fz* Do you Belive in Destiny ?? ... ... Junsu&Yuchun... Born 2 love ... ...Thx for your visit my blog ^^...
View full profile