Author notes ::
เป็นชอทฟิกที่อยุ่ในรวมเล่มที่สองของผมคับ เห็นว่ามันก็ผ่านมานานแล้วก็เลยเอามาลง 55
ประเด็นคือ ช่วงนี้กำลังคลั่งเทวากับซาตานหลังดูหนังจบ (คุณพ่อคาเมอร์เลโญหล่อได้อีกเหอะ!)
ฟิกนี้ก็แต่งตอนอ่านหนังสือจบรอบสองนี่ล่ะคับ (ของเค้าดีจิงนะ แดน บราวน์เนี่ย 555) ~ ว่าแล้วก็อยากไปวาติกันจังเลยน้า สวยมาก T T
ปล. Yoosu Paradise สวรรค์ของคนรักยูซู เปิดรับสมาชิกใหม่แล้วนะครับ จิ้มตามไปเลย >> http://www.yoosuparadise.com
--------------------
...คุณยังจำความรู้สึกตอนจูบครั้งแรกได้มั้ย...
...นุ่มนวล อ่อนโยน ...เร่าร้อน รุนแรง...
...หรือเป็นแบบไหน ?...
... คุณจะรู้สึกเหมือนกันกับผมรึเปล่า ? …
... ผมรู้สึกว่ามันหวาน ... เหมือนกับ ... น้ำแอปเปิ้ล ...
เจ้าของรองเท้าผ้าใบยีนส์หุ้มข้อสีซีดคู่เล็กก้าวลงมาจากรถแท๊กซี่ที่จอดเทียบอยู่หน้าจัตุรัสเซนปีเตอร์ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ในศาสนาคริสต์ และยังเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสันตปาปา ประมุขแห่งคริสตจัตรนิกายโรมันคาทอลิค
หลังจากที่ใช้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษที่แสนจะมีอยู่น้อยนิดของตนตกลงราคาค่าโดยสารกับคนขับรถแท๊กซี่จนเมื่อยมือแล้ว ร่างเล็กที่มีสัมภาระเพียงกระเป๋าเป้ใบใหญ่เกินขนาดตัวและกล้องถ่ายรูปเก่าๆที่ห้อยคอไว้ ก็ตัดสินใจเดินเข้าไปสู่สถานที่ๆเขาใฝ่ฝันมาตลอดในชีวิตว่าจะต้องได้มาเหยียบที่นี่ซักครั้ง
... มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ แห่งนครรัฐวาติกัน ... ที่ๆคนบ้านิยายชื่อดังของแดน บราวน์อย่างคิมจุนซู ยอมทำงานพิเศษอย่างหนักตลอดสามปีเพื่อที่จะมาเยือน
ด้วยความหลงใหลในนวนิยายอเมริกันชื่อดังเรื่อง เทวากับซาตาน ของผู้เขียนในดวงใจ ซึ่งเป็นคนเดียวที่แต่งรหัสลับดาวินชี่อันโด่งดัง รวมไปถึงความหลงใหลในงานศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่ล้วนเกี่ยวพันกับความเชื่อทางด้านศาสนาของจุนซู ซึ่งทำให้คนตัวเล็กตัดสินใจหอบเงินเก็บทั้งหมดที่มี เพื่อมาสัมผัสชีวิตและเก็บเกี่ยวความประทับใจในกรุงโรมแห่งนี้เหมือนอย่างที่เคยได้ฝันไว้
แสงแดดที่แผดแสงอย่างแรงกล้าในยามบ่าย ถึงแม้จะเป็นฤดูใบไม้ผลิที่อากาศเย็นสบาย แต่ก็ชวนให้ร้อนได้ไม่ยาก ทำให้จุนซูต้องเดินฝ่าบรรดานักท่องเที่ยวที่พากันเดินชมสถานที่ศักดิ์สิทธ์เข้ามายังเพิงเล็กๆที่อยู่บริเวณด้านข้าง สายตาเรียวกวาดมองรายการเครื่องดื่มที่ถูกแปะไว้ด้านบน พลางยิ้มแหยๆให้แก่ชายวัยกลางคนผมสีทองที่ยืนรอเขาสั่งอาหารอยู่
.... ช้าหน่อยอย่าว่ากันนะฮะ ผมอ่านไม่ออกนี่นา -*-
“อ่า... แอปเปิ้ล ... แอปเปิ้ล จู ~~ จู๊ซซ์ ...”
สำเนียงภาษาอังกฤษที่ฟังดูกระท่อนกระแท่นเปล่งออกมาจากริมฝีปากบางของร่างเล็กที่พยายามใช้มือสื่อสารไปด้วย ท่าทางน่ารักนั้นทำให้พนักงานขายต้องเผลอยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูก่อนจะจัดแจงทำเครื่องดื่มตามแบบที่อีกฝ่ายต้องการให้
น้ำแอปเปิ้ลรสชาติหวานบาดคอแบบแปลกๆ ที่จุนซูพยายามคิดว่ามันคือแบบออริจินอล ถูกดูดลงคอเพื่อดับอาการกระหาย สองเท้าเล็กก้าวเดินออกไปยัง ลานแกรนิตที่แผ่กว้างเป็นพื้นที่โล่งเบื้องหน้า ... ยิ่งเมื่อคิดได้ว่า ในตอนนี้เขาได้มายืนอยู่ในสถานที่ที่เคยใฝ่ฝันว่าจะได้มา หัวใจดวงน้อยก็เต้นแรงแทบจะระเบิด มือเล็กเอื้อมไปค้นหาหนังสือนิยายสุดโปรดในกระเป๋าเป้ใบใหญ่ที่ถูกสะพายด้วยไหล่ข้างเดียวจนทำให้เสียสมดุล แต่ทว่า ... เมื่อเค้าดึงหนังสือออกมาจากกระเป๋าได้ ร่างทั้งร่างกลับต้องล้มลงไปนอนแผ่อยู่กลางจัตุรัสเซนปีเตอร์ เมื่อถูกแรงกระแทกจากอะไรบางอย่าง
...พลั่ก!!!...
“โอ๊ยย!!~~~”
เสียงเล็กโอดครวญเมื่อก้นนิ่มๆของเขาต้องกระแทกกับพื้นแข็งเข้าอย่างจัง ... เสียงขอโทษขอโพยที่รัวเป็นภาษาอิตาเลียนดังอยู่ข้างหู พร้อมๆกับมือหนาที่ค่อยๆพยุงให้เขาลุกขึ้น แทบจะไม่ได้รับความสนใจจากคนตัวเล็กเลย เมื่อประสาทสัมผัสทั้งหมด ถูกใช้ไปกับการจ้องมองหนังสือนิยายเล่มโปรดวางแหมะอยู่กับพื้น โดยมีน้ำแอปเปิ้ลหกราดอยู่จนชุ่ม
“อ๊า ~ หนังสือเล่มโปรดของชั้นนน” ร่างเล็กโอดครวญหนักกว่าเก่า และทำท่าจะถลาไปเก็บของรักของหวง แต่ก็ติดอยู่ที่ มือหนาของคนแปลกหน้ายังจับแขนเขาไว้ไม่ปล่อย
“เมื่อกี้คุณพูดภาษาเกาหลีเหรอครับ ... คุณเป็นคนเกาหลีเหรอ”
เสียงทุ้มกับสำเนียงที่คุ้นเคยดังอยู่ข้างหู ต้องทำให้จุนซูต้องหันมาอีกฝ่าย
... ใบหน้าคมตามแบบฉบับคนเอเชีย ผมสีดำที่ถูกจัดทรงไว้อย่างลวกๆ และดวงตาเรียวที่มองมายังเค้าอย่างตื่นเต้น ทำให้ร่างเล็กอดแปลกใจไม่ได้ รวมไปถึงการได้ยินภาษาบ้านเกิดของตนจากปากคนแปลกหน้านั้นอีก ...
“คุณก็เป็นคนเกาหลีเหรอฮะ??”
.
.
... จะเรียกได้ว่า เป็นโชคดีของจุนซูรึเปล่าก็ไม่รู้ ที่มาเจอเข้ากับเพื่อนร่วมชาติในต่างแดน แถมยังใจดีให้ที่พักฟรีแก่เขาตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่จะมาอยู่ที่นี่ โดยบอกว่าเพื่อเป็นการไถ่โทษที่วิ่งมาชน แถมยังทำหนังสือของเขาเปียกอีก ... ซึ่งจุนซูเองก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องหนักหนาอะไร แต่การได้ที่พักฟรี แถมยังมีคนพาเที่ยวแบบนี้ ถ้าไม่รับโอกาสดีๆแบบนี้ไว้ เขาต้องโง่มากแน่ๆ ...
“คุณอยู่ที่นี่มานานแล้วเหรอฮะ คุณยูชอน” คนตัวเล็กชวนอีกฝ่ายคุย ขณะที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ตรงระเบียงบนอพาตเมนต์เก่าๆแห่งหนึ่งในกรุงโรม
“ผมมาอยู่ได้สองปีแล้วครับ ... พอดีญาติของผมมีร้านอาหารอยู่ที่นี่ ผมก็เลยมาช่วยงานเค้า แล้วก็เรียนไปด้วย ... อันที่จริงก็หาข้ออ้างมาเที่ยวไปในตัวด้วยนั่นแหละครับ” ริมฝีปากหนาเอ่ยพลางคลี่ยิ้มบางๆ ซึ่งก็ทำให้คนฟังต้องยิ้มตามไปด้วยจุนซูลุกขึ้นยืนเกาะราวระเบียงพลางหันไปดูบรรยากาศรอบๆอย่างร่าเริง
“น่าอิจฉาจังเลยนะฮะ ได้มาอยู่ในที่สวยๆแบบนี้ ผมชอบตึกของพวกยุโรปมากเลย มันคลาสลิกสุดๆไปเลยนะฮะ คุณว่ามั้ย” คนตัวเล็กหันมายิ้มกว้างให้อีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกสะดุด จนหัวใจเต้นผิดจังหวะ
“ว่าอย่างงั้นมั้ยฮะ คุณยูชอน” จุนซูที่เห็นอีกฝ่ายนิ่งไป จึงเอ่ยถามอีกครั้ง ทำให้ร่างสูงต้องยิ้มออกมา เพื่อกลบเกลื่อนความเขิน(?) ก่อนจะรับคำ พลางชี้ชวนและอธิบายถึงสถานที่ต่างๆของกรุงโรมจากวิวที่เห็นได้จากระเบียง
.
.
“แกจะบ้ารึป่าววะมิกกี้ ให้คนแปลกหน้ามาอาศัยอยู่ด้วยแบบนั้นอ่ะ ถ้าเกิดเป็นพวกโจรหรือขโมยขึ้นมาจะทำยังไง”
เสียงจากปากของพ่อครัวที่กำลังทำอาหารอยู่หน้าเตา ผู้มีศักดิ์เป็นอาของร่างสูง บ่นกับอีกฝ่ายที่เข้ามาบอกว่า จะขอลาหยุดงานและพาเพื่อนใหม่ของเค้าไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆทั่วโรม
“โธ่~ อาครับ เค้าออกจะดูซื่อขนาดนั้น แถมยังน่า ....”
.... น่ารัก .... ยูชอนเคลิ้มไป เมื่อคิดถึงใบหน้าหวานที่ส่งยิ้มสดใสมาให้เค้า
“น่าอะไร ??” อีริคถามหลานชายที่ยืนนิ่ง แถมยังดูใจลอยชอบกล
“น่า .... น่าสงสารไงครับ เค้าเป็นแค่นักศึกษามหาวิทยาลัยอยู่เลยนะครับ เค้าเก็บเงินมาที่นี่ด้วยตัวเองเลยนะ แล้วก็เค้าก็มาตัวคนเดียว แถมยังพูดภาษาอังกฤษไม่เก่งด้วย ... อาจะไม่เห็นใจเค้าเลยเหรอครับ”
“ถึงอย่างงั้นก็เหอะ ~ ยังไงก็ไว้ใจไม่ได้อยู่ดี”
อีริคลากเสียงยาว พลางส่ายหัวให้กับความใจอ่อนของหลานชาย
.
.
“ทำไมแกไม่บอกว่าเค้าน่ารักขนาดนี้ล่ะวะ~” เสียงกระซิบของผู้เป็นอาดังอยู่ข้างหู เมื่อยูชอนพาอีริคออกไปพบกับจุนซูที่นั่งอยู่มุมหนึ่งของร้าน ...ใบหน้าหวานใสและสายตาบ๊องแบ๊วที่มองมา ทำให้อีริคแทบจะลบความคิดที่ว่าคนตัวเล็กเป็นคนร้ายออกไปจากหัวในทันที แถมยังกลัวว่าคนตรงหน้าจะถูกคนร้ายฉุดไปซะเองมากกว่า
“ต้องขอโทษที่มารบกวนนะฮะ คุณอีริค” จุนซูเอ่ยพลางก้มลงโค้งให้อีกฝ่าย เมื่อยูชอนแนะนำให้รู้จัก
“อ่ออ ... ไม่เลยครับ ไม่รบกวนเลย ยังไงก็เป็นคนเกาหลีเหมือนกันนะครับ ไม่รบกวนอะไรเลยครับ” อีริคเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม สายตาคมจับจ้องร่างเล็กอย่างถูกใจ ท่าทีที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้คนเป็นหลาน อดที่จะขำไม่ได้
“คุณจุนซูอยากไปที่ไหน บอกเจ้ามิกกี้มันได้เลยนะครับ แล้วก็ถ้ามันไม่พาไป เดี๋ยวผมพาไปเองก็ได้ ไม่ต้องไปง้อมัน” ร่างสูงเอ่ยติดตลกเรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากร่างเล็กและหลานชาย
.
.
... หลังจากที่เอ่ยลาอีริคแล้ว ยูชอนจึงพาจุนซูไปนั่งรถบัสเปิดหลังคาชมเมือง ร่างสูงชี้อธิบายถึงสถานที่สำคัญต่างๆที่รถขับผ่าน โดยมีอีกฝ่ายคอยฟังอย่างสนใจ ...
“ตรงนั้นคือ เปียซ่าเวเนเซียครับ แล้วก็เดี๋ยวรถกำลังจะพาเราไปดูโคลิเซียม”ยูชอนที่ยืนซ้อนหลังเยื้องกับคนตัวเล็กที่ยืนเกาะราวข้างรถ ชี้ให้อีกฝ่ายดูสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เห็นอยู่ลิบๆ
“โคลิเซียม ที่อยู่ในหนังเรื่องกราดิเอเตอร์ใช่มั้ยฮะ ............. อ๊ะ~ ...”
แรงเบรกกะทันหันจากรถ ทำให้จุนซูที่หันกลับมาถามร่างสูงเซเข้าปะทะกับแผ่นอกกว้าง ริมฝีปากบางที่กำลังเอ่ยประทับเข้ากับแก้มสากที่เต็มไปด้วยไรหนวดอ่อนๆของอีกฝ่ายที่โอบประคองเค้าไว้ในอ้อมกอด
สัมผัสแผ่วเบาเพียงเสี้ยววินาที ทำให้ยูชอนใจเต้นไม่เป็นส่ำ สายตาคมเผลอจ้องเข้าไปในดวงตาใสบนใบหน้าหวานที่กำลังขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างน่ารัก วงแขนแกร่งโอบรั้งอีกฝ่ายเข้ามาใกล้อย่างไม่รู้ตัว
“...ขะ ... ขอโทษนะฮะ”
เสียงแหบหวานเอ่ยขึ้นอย่างตะกุกตะกัก จุนซูที่รู้สึกว่าอยู่ๆใบหน้าของตนก็ร้อนผ่าวขึ้นมา เมื่อได้ใกล้ชิดกับอีกฝ่ายและได้มองสบตากันตรงๆแบบนี้ ขยับตัวเล็กน้อยในอ้อมกอดของร่างสูง ทำให้ยูชอนรู้สึกตัว จึงปล่อยร่างเล็กออกจากวงแขนอย่างเสียดาย ก่อนหันไปชมทิวทัศน์ข้างทาง ที่มีดอกไม้ ใบหญ้ากำลังเบ่งบาน ... เหมือนกับความรู้สึกบางอย่างในใจของคนทั้งคู่ ดั่งในเวลานี้
.
.
“ที่จริงคุณนอนข้างบนก็ได้นะฮะ ... คุณเป็นเจ้าของห้องแท้ๆ แต่ต้องมายกเตียงให้ผม~”
เสียงเล็กเอ่ยขึ้นอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย เมื่อเห็นเจ้าของเตียงที่เค้านั่งอยู่กำลังปูฟูกลงกับพื้นด้านข้างของเตียง
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมนอนทุกวันเบื่อแล้วล่ะ ลงมานอนที่พื้นบ้าง ถือซะว่าเปลี่ยนบรรยากาศยังไงล่ะครับ”
คำตอบพร้อมกับรอยยิ้มของร่างสูงทำให้จุนซูต้องยิ้มออกมา ... นี่เป็นอีกครั้งที่เค้ารู้สึกได้ถึงความใจดีของคนตรงหน้า
... ทั้งๆที่เขาเองก็ไม่ได้รู้จักมักจี่หรือสนิทสนมกับอีกฝ่ายเลย จะเรียกว่าเป็นแค่คนแปลกหน้ากันก็ว่าได้ แต่ยูชอนกลับดูแลเทคแคร์เอาใจใส่เค้าในทุกๆเรื่อง แถมยังคุยกันถูกคอ ราวกับรู้จักกันมานานเป็นสิบปี ... มันทำให้เขาต้องสาบานกับตัวเองว่า ยังไงก็จะต้องตอบแทนความมีน้ำใจของผู้ชายคนนี้ให้ได้
“อยากดื่มนมอุ่นๆก่อนนอนมั้ยครับ เดี๋ยวผมไปเอามาให้” ยูชอนเอ่ยถามคนตัวเล็กที่ล้มตัวลงนอนเล่นบนเตียงด้วยความเอ็นดู ... จุนซูในชุดเสื้อยืดสีขาวแขนยาวตัวใหญ่ ทำให้ดูเหมือนเป็นเด็กเข้าไปอีก
“ไม่ดีกว่าฮะ.... คุณยูชอนน่ะ ~ อย่าใจดีกับผมนักสิฮะ เดี๋ยวก็เหลิงกันพอดี”ร่างเล็กทำแก้มป่องๆ เรียกรอยยิ้มกว้างจากอีกฝ่าย
“งั้นผมปิดไฟแล้วนะครับ” ยูชอนลุกขึ้นไปปิดสวิสต์ไฟที่อยู่ตรงประตู เมื่อเห็นว่าจุนซูล้มตัวลงนอนห่มผ้าเรียบร้อยแล้ว
... ในความมืดที่มีเพียงแสงจันทร์สาดส่องเข้ามาจากทางหน้าต่าง ร่างสูงขยับตัวไปมาบนฟูกนุ่มที่อาจจะเป็นเพราะยังไม่ชิน เขาค่อยๆลุกขึ้นนั่งพลางหันมองใบหน้าหวานของคนตัวเล็กที่นอนหลับขดตัวอยู่ในผ้าห่ม ริมฝีปากหนาจุดยิ้มขึ้นมาเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวัน ก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกครั้งอย่างมีความสุข ... ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่ตอนนี้เค้ากำลังมีความสุข ... มีความสุขมากเหลือเกิน ..
.
.
ย่างเข้าสู่วันที่สี่ของจุนซูในโรม ... วันนี้ยูชอนพาร่างเล็กนั่งรถมาไกลถึงเมืองปิซ่า เพื่อพามาดูสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ไม่ว่าใครก็ตามที่มาเยือนอิตาลี ก็จะต้องมาที่นี่กันทุกคน ... หอเอนเมืองปิซ่า
“คุณว่าซักวันมันจะพังลงมามั้ยฮะ” เสียงเล็กเอ่ยถามอีกฝ่าย ก่อนจะยกน้ำแอปเปิ้ลปั่นขึ้นมาดูด สายตาเรียวยังคงจ้องไปยังหอเอนที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ... ในตอนนี้ยูชอนกับจุนซูกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ตรงสนามหญ้าใกล้ๆกับหอเอน หลังจากที่โพสท่าถ่ายรูปกันจนเมื่อย
“พังสิครับ ... มันทรุดลงทุกปีเลยล่ะ ไม่แน่ว่าอีก 20 ปีข้างหน้า เราอาจจะไม่ได้เห็นมันก็ได้” ร่างสูงเอนตัวพิงต้นไม้ใหญ่พลางจ้องมองสิ่งมหัศจรรย์ตรงหน้า แต่ไม่ใช่หอเอนที่เขากำลังจ้องอยู่ กลับเป็นจุนซูต่างหากที่เขาไม่อาจละสายตา คนตัวเล็กที่ทำให้เค้าหัวใจพองโตทุกครั้งที่อยู่ใกล้ จนไม่แน่ว่าอีกไม่นานเขาอาจจะสำลักความสุขจนตายไปเลยก็ได้
“งั้นก็เป็นโชคดีของผมน่ะสิฮะที่ได้มาที่นี่ ก่อนที่มันจะพังลงไป” จุนซูหันมายิ้มกว้างให้อีกฝ่ายใจเต้นอีกครั้ง
“ใช่ครับ ... โชคดีมากๆเลยที่คุณมา”
………. เป็นโชคดีของผมจริงๆ
.
.
.
“อูโน ... ดูโอ ... เตร ...”
เจ้าของดวงตาใสเงยขึ้นสบกับคนตรงหน้าอย่างไม่มั่นใจในการอ่านออกเสียงภาษาอิตาเลียนของตน ร่างเล็กก้มลงไปอ่านคำพูดในหนังสืออีกครั้ง ขณะที่สองเท้าก็ก้าวเดินเคียงข้างไปกับอีกฝ่ายบนถนนสายใหญ่
“ถูกแล้วล่ะครับ ... อูโน หนึ่ง ... ดูโอ สอง ... เตร ก็สาม ...”
ยูชอนเอ่ยพลางก้มลงไปมองข้อความในหนังสือของคนข้างๆดูบ้าง
“ยากจังเลยนะฮะ ภาษาอิตาเลียนเนี่ย~ ” เสียงเล็กโอดครวญหงุงหงิง
“ไม่ยากหรอกครับ บางคำมันก็มาจากภาษาอังกฤษนั่นแหละ ... อย่างคำว่า ดิฟเฟเรนเต ก็มาจากคำว่า ดิฟเฟอเรนต์ ... แบบนี้”
“ภาษาอังกฤษยังไม่รอดเลยฮะ โดดมาภาษาอิตาเลียนแบบนี้ผมคงตายแน่”
สีหน้าหมดอาลัยตายอยากของคนตัวเล็ก ทำให้ร่างสูงยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู มือหนาเผลอยกขึ้นโอบไหล่อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ พลางยกมือขึ้นลูบหัวเบาๆให้กำลังใจ
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ท่องๆไปเดี๋ยวก็จำได้เองนั่นแหละ”
ดูเหมือนว่า ยูชอนจะมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่หน้าแดงๆของจุนซูเงยขึ้นสบตา แบบที่หน้าห่างกันไม่ถึงคืบ ร่างสูงชะงักค้างจนแทบลืมหายใจ พาลก้าวขาไปต่อไม่ถูก พอๆกับร่างเล็กที่เจอสัมผัสอ่อนโยนแบบนั้นไป ก็เขินจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน
“เอ่ออ ... ขอโทษนะครับ ... ผม .. ลืมตัวไปหน่อย แหะๆ” ร่างสูงเอ่ยขอโทษอีกฝ่ายที่เผลอไปแตะเนื้อต้องตัวแบบสนิทสนมอย่างนั้น เขาคิดว่าจุนซูอาจจะไม่ชอบก็ได้ จึงรีบขอโทษและขยับมือออกห่างร่างเล็กที่ยืนก้มหน้างุดๆ
“มะ ... ไม่เป็นไรฮะ ... เราไป .. เอ่อ ... ไปเดินดูของกันดีกว่าฮะ” คนตัวเล็กที่เขินจนหน้าแดงจนแทบจะระเบิด พูดกับคนตรงหน้าอย่างตะกุกตะกัก ก่อนจะชิ่งเดินหนีไปก่อนอีกทาง ท่าทางน่ารักแบบนั้น ทำให้ยูชอนยิ่งรู้สึกขึ้นไปอีก
... พระเจ้าครับ~ ผมว่า อีกไม่นาน หัวใจผมต้องระเบิดแน่ๆ ...
.
.
“จริงๆนะครับอา ... ผมหัวใจเต้นแรงมากเวลาอยู่กับเค้า มันมีความสุขจนหัวใจมันพองคับอก เหมือนจะระเบิด .... ผมคิดว่า ผมกำลังมีความรัก”
เสียงทุ้มของหลานชายที่เอ่ยขึ้นมาอย่างเพ้อๆ ทำเอาผู้เป็นอาแทบจะสำลักกาแฟตาย อีริคหันไปมองอีกฝ่ายที่นั่งใจลอยอยู่ข้างๆ ก่อนจะเอ่ยถาม
“แกตกหลุมรักหนูจุนซูเข้าแล้วอ่าดิ” แม่นยิ่งกว่าหมอลักษณ์ฟันธง !! ทำเอายูชอนสะดุ้งจนเกือบตกจากเก้าอี้
“อะ... อารู้ได้ยังไง”
“โธ่~ แกเป็นหลานอานะเว้ย แล้วอีกอย่าง มันก็ไม่แปลกหรอกน้า ที่แกจะชอบหนูจุนซูเค้าน่ะ ... น่ารักแบบนั้น อายังชอบเลย ฮ่าฮ่า” ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นหน้าตาเหมือนเด็กถูกจับโกหกจากหลานชาย
“แล้วอาจะว่า เค้าจะรู้มั้ยครับ ว่าผมชอบเค้าน่ะ”
ยูชอนถามอย่างไม่มั่นใจ ... เขากำลังกลัวว่า ถ้าจุนซูรู้ อาจจะไม่ชอบจนพาลเกลียดเค้าไปเลยก็ได้
“มันก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า แกแสดงออกแบบไหนเวลาอยู่กับเค้าต่างหากล่ะ”
“แบบไหนน่ะเหรอฮะ...” ยูชอนนิ่งคิดไปซักพัก แต่ก็ต้องชะงักเมื่อมือหนาของผู้เป็นอาตบลงที่บ่าเบาๆ
“ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้นนะมิกกี้ .. อีกสองวันเค้าก็จะกลับแล้ว แกอยากจะให้เค้ารู้รึเปล่าล่ะ ว่าแกคิดยังไงกับเค้า .. หรือแกจะปล่อยให้เค้ากลับไป โดยที่แกไม่ได้บอกความรู้สึกของแกให้เค้าได้รู้เลย แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่า ในอนาคตจะมีโอกาสได้เจอกันอีกรึเปล่า” อิริคแนะนำหลานชายที่ยังด้อยประสบการณ์ด้านความรัก
“ผมกลัวเค้าจะเกลียดผมน่ะสิครับ ถ้าผมบอกเค้าไป” ร่างสูงถอนหายใจออกมาอย่างคนคิดไม่ตก
“มิกกี้ ~ ... เป็นอานะ ต่อให้ถูกเกลียดยังไงก็ช่าง ถ้าอีกสองวันคนที่อาชอบ จะไปโดยที่ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ ... อาจะไม่ลังเลเลยที่จะบอกรักเค้าไป ดีกว่าที่อาจะต้องมานั่งเสียใจไปตลอดชีวิตที่ไม่ได้บอกว่ารักกับคนที่เรารู้สึกดีด้วยแบบนั้น”
.
.
ประโยคเด็ดโดนใจของผู้เป็นอา ดังรบกวนจิตใจของร่างสูงตลอดเวลาจนกระทั่งถึงในตอนนี้ที่เขาพาจุนซูมายังนครรัฐวาติกันอีกครั้ง ... หลังจากพาร่างเล็กเดินชมมหาวิหารและจุดสำคัญต่างๆในนครรัฐ ทั้งคู่ก็เข้ามาถึงบริเวณพิพิธภัณฑสถานวาติกัน ที่ซึ่งเก็บผลงานศิลปะล้ำค่าของศิลปินดังอย่างมีเกลันเจโลดาวินชี่ หรือเบร์นีนี่ ที่มีชื่อเสียงก้องโลก ทำให้จุนซูที่กำลังเรียนด้านศิลปะอยู่ อดที่จะตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ เมื่อได้มาเห็นผลงานของพวกเขาด้วยตาของตนเอง
“ไม่น่าเชื่อเลยนะฮะ .. ว่าเราจะได้มีโอกาสมาเหยียบที่ๆศิลปินดังขนาดนี้เคยอาศัยอยู่ คุณว่างั้นมั้ยฮะ คุณยูชอน” จุนซูหันมาถามอีกฝ่ายที่ดูเหม่อๆ สติไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่นัก
“คุณยูชอน!” เสียงเล็กเรียกร่างสูงย้ำอีกครั้ง ทำให้ต้องหันมาสบตาอย่างงงๆ
“ครับ ... คุณเรียกผมเหรอ” ยูชอนที่เอาแต่คิดตีกันไปมาในหัวว่าจะบอกรักจุนซูดีรึเปล่า ตอบรับคนตัวเล็กแบบเอ๋อๆ
“คุณไม่สบายรึเปล่าฮะ ทำไมวันนี้คุณดูแปลกๆจัง” ดวงตาใสแจ๋วที่มองมาอย่างห่วงใย ทำให้ร่างสูงต้องยิ้มออกมาบางๆเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธ และตัดความกังวลทิ้งไป ก่อนจะชวนร่างเล็กคุยถึงรูปต่างๆที่ติดอยู่บนผนัง เพราะยังไงยูชอนก็ไม่อยากให้จุนซูต้องคอยกังวลหรือเป็นห่วงเขา และเขาก็ตัดสินใจจะใช้วันสุดท้ายที่จะได้อยู่ด้วยกันให้คุ้มค่าและสร้างความทรงจำที่ดีระหว่างพวกเขา
.
.
“พรุ่งนี้ผมก็ต้องกลับแล้วนะฮะ ผมรู้สึกใจหายยังไงก็ไม่รู้”
ร่างเล็กเอ่ยขึ้นมาขณะยื่นมือไปรับน้ำแอปเปิ้ลจากอีกฝ่ายมาดื่ม ... แผ่นหลังเล็กเอนพิงกับราวสะพานอังเจโล พลางทอดสายตามองไปยังแม่น้ำไทเบอร์ที่เป็นประกายสะท้อนกับแสงจันทร์
ร่างสูงไม่ได้พูดตอบอะไรกลับไป เค้าทำได้แต่เพียงจับจ้องใบหน้าหวานของคนตรงหน้าเอาไว้อย่างนั้น ... หลังจากพรุ่งนี้ไป ก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ ความรู้สึกที่เพิ่มพูนมากขึ้นทุกทีในช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ได้อยู่ด้วยกัน ทำให้เขารู้สึกอยากจะอยู่กับคนๆนี้ตลอดไป ยูชอนรู้ตัวว่า เขาจะต้องคิดถึงคนตัวเล็กนี้จนแทบบ้าแน่ๆ ถ้าจะต้องให้จากกันไป ... แต่ว่า การจะรั้งไว้ก็เป็นไปไม่ได้
ถ้าอีกสองวันคนที่อาชอบ จะไปโดยที่ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ ... อาจะไม่ลังเลเลยที่จะบอกรักเค้าไป ดีกว่าที่อาจะต้องมานั่งเสียใจไปตลอดชีวิต ที่ไม่ได้บอกว่ารักกับคนที่เรารู้สึกดีด้วยแบบนั้น
“จุนซู ... คือผม....”
เสียงทุ้มที่รวบรวมความกล้าทั้งหมดเอ่ยขึ้นมา ถูกเสียงหวูดเรือที่ดังอยู่ริมแม่น้ำกลบจนแทบไม่ได้ยิน ... ร่างสูงถอนหายใจออกมาเบาๆ กับอุปสรรคขัดขวาง แต่ประโยคจากปากของร่างเล็กก็ดึงความสนใจของเขากลับมา
“ทำไมคุณถึงดีกับผมขนาดนี้ล่ะฮะคุณยูชอน ... คุณดีกับผมมาก ทั้งๆที่เราเองก็ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนด้วยซ้ำ ...”
ดวงตาใสสบเข้ากับอีกฝ่ายราวกับค้นหา จุนซูที่เอาแต่คิดหาคำตอบกับการกระทำที่แสนดีของร่างสูงมาโดยตลอดเอ่ยถามอีกฝ่ายเพื่อยืนยันว่า คำตอบที่เค้าคิดไว้ มันจะไม่เป็นเพราะเค้าคิดเข้าข้างตัวเองฝ่ายเดียว
สายลมแผ่วเบาในฤดูใบไม้ผลิยามค่ำคืนพัดผ่านร่างของทั้งสองที่ยืนสบตากันราวกับจะถ่ายทอดความรู้สึกที่มีผ่านทางสายตา มือหนายกขึ้นจับปอยผมนิ่มที่ถูกลมพัดมาทัดไว้ที่ข้างหู ก่อนจะเลื่อนมาเกลี่ยแก้มใสอย่างเบามือ
“ตอนที่พบกับคุณครั้งแรก ผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไม ... ผมถึงรู้สึกอยากจะดูแล อยากจะปกป้องคุณ ... และยิ่งผ่านไปนานเท่าไหร่ ผมก็รู้สึกว่า ผมมีความสุขมาก เวลามีคุณอยู่ใกล้ๆ ... แค่ได้เห็นรอยยิ้มของคุณ แค่ได้ยินเสียงของคุณ ... แค่ผมได้เห็นหน้าคุณ ผมก็มีความสุขมาก มากซะจนผมแทบจะหายใจไม่ออก…” ใบหน้าคมโน้มลงใกล้กับอีกฝ่าย จนรู้สึกได้ถึงไอร้อนจากใบหน้าหวานที่ขึ้นสีชมพูระเรื่อ
“จนถึงในตอนนี้ ... คุณก็กำลังทำให้ผมหัวใจเต้นแรง ... จนไม่อยากหายใจ”
ริมฝีปากบางที่เคลือบไปด้วยรสหวานของน้ำแอปเปิ้ล ถูกประทับจูบอย่างอ่อนโยนและนุ่มนวล มือหนารั้งเอวบางเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน พลางใช้ริมฝีปากดูดซับความหวานอย่างช้าๆ ร่างสูงจูบย้ำซ้ำๆอยู่อย่างนั้น ความนิ่มของกลีบปากบาง และความหวานที่ทำให้เคลิบเคลิ้ม ราวกับเวลาถูกหยุดนิ่ง .
.. ร่างสองร่างต่างแนบชิดและสัมผัสกันซ้ำๆ ราวกับถ่ายทอดความรู้สึกที่มีผ่านทางจูบอันแสนหวาน ... อย่างเนิ่นนาน เพื่อเก็บเป็นความทรงจำดีๆระหว่างเขาทั้งสองคนตลอดไป
.
.
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ... ฤดูใบไม้ผลิได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีกครั้ง พร้อมๆกับความคิดถึงของยูชอนที่มากขึ้นทุกขณะ ร่างสูงเดินทอดน่องอยู่ในจัตุรัสเซนปีเตอร์ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ซึ่งนำมาเขามาพบกับจุนซู คนตัวเล็กที่ขโมยหัวใจของเขากลับไปที่เกาหลีเป็นเวลาหนึ่งปีเต็มแล้ว
มือหนายกแก้วแอปเปิ้ลปั่นขึ้นดูดเพื่อดับกระหาย .. สาบานได้ว่า เขาไม่ได้ชอบรสชาติของน้ำผลไม้ชนิดนี้เลย แต่เค้าก็เลือกที่จะกินมันในทุกๆวัน ... เพราะมันทำให้เค้าคิดถึงสัมผัสอันอ่อนนุ่มและความหวานของกลีบปากบางที่เคลือบไปด้วยรสชาติของน้ำแอปเปิ้ลที่คนตัวเล็กชอบ
“ผมต้องกำลังจะเป็นบ้า เพราะคิดถึงคุณแน่ๆเลย จุนซู” ถึงแม้จะได้คุยกันทุกวันผ่านทางเอมเอสเอนหรือจะได้ยินเสียงกันทุกวันอาทิตย์ผ่านทางโทรศัพท์ แต่ก็ไม่ทำให้เขาคลายความคิดถึงจุนซูได้เลยแม้แต่น้อย
ร่างสูงสูดลมหายใจรับเอาอากาศบริสุทธิ์เพื่อผ่อนคลายก่อนจะหลับตาลง และเมื่อลืมตาขึ้น เขาก็หวังว่าจะเจอร่างเล็กมายืนอยู่ตรงหน้าเหมือนในหนังบางเรื่อง ... แต่ก็ไม่มี .... แน่ล่ะ ก็นี่ไม่ใช่หนังนี่นา จะไปมีเรื่องพรรค์นั้นได้ยังไง
ยูชอนตัดสินใจจะเดินเข้าไปในมหาวิหารเพื่อฆ่าเวลา ระหว่างที่รออาทำธุระและก่อนที่เขาจะได้ทำอะไรมากไปกว่านั้น วัตถุหนึ่งก็พุ่งเข้ามาหาด้วยความไวแสง
... พลั่ก !! ...
“อ๊า~ เจ็บชะมัด” เสียงเล็กที่โอดครวญ เพราะนอกจากจะพลาดเป้าหมายแถมยังล้มก้นกระแทกพื้นอีก เรียกให้ร่างสูงต้องเดินเข้ามาดูใกล้ๆ
“ทำไมต้องหลบด้วยล่ะฮะ ผมล้มเลยอ่า~” ใบหน้าหวานที่ส่งเสียงกระเง้ากระงอดอย่างน่ารัก ทำให้คนมองต้องเผลอยิ้มกว้าง ก่อนจะค่อยๆพยุงอีกฝ่ายขึ้นมา ทั้งที่ยังไม่เชื่อสายตา ว่าคนที่กำลังคิดถึงจะมายืนอยู่ตรงหน้า
“นี่ผมไม่ได้กำลังฝันอยู่ใช่มั้ย..”
“ไม่ได้ฝันหรอกฮะ ... ผมกลับมาให้คำตอบกับคุณไง”
คำตอบของคำถามที่ว่าร่างเล็กรู้สึกยังไงกับยูชอน ที่ร่างสูงถามอีกฝ่ายก่อนที่จุนซูจะขึ้นเครื่องกลับเกาหลีเมื่อคราวก่อน ซึ่งคนตัวเล็กสัญญาไว้ว่า ถ้าเขาพร้อมเมื่อไหร่จะให้คำตอบกับยูชอนเอง
“แล้วจะให้คำตอบว่ายังไงล่ะครับ”
ริมฝีปากหนายิ้มกว้าง เมื่อคนน่ารักขยับเข้ามาใกล้ พลางยกแขนขึ้นโอบรอบคอของเขา ใบหน้าหวานแดงระเรื่ออย่างน่ามองพร้อมกับกลีบปากบางเข้ามากระซิบตรงริมฝีปากหนาที่เคลือบไปด้วยน้ำแอปเปิ้ล
“Ti Amo (ติ อ๊าโม่)”
... ผม รัก คุณ ...
--- END ---
ว่าแล้วก็ขอระบายหลังไปดูเทวากับซาตานดีกว่าเนอะ สนุกมากกกกกกกกกกก
แต่ก็ไม่เหมือนหนังสือเยอะเหมือนกัน แต่ก้ถือว่าโอเค ถึงจะตัดไปหลายประเด็น
แต่คุณพ่อโอบีวันหล่อมากกก ดูแล้วก็นั่งกีสกับน้องไปว่า หล่อ เอวบาง ดูดีสุดๆเหอะ
นักฆ่าก็สุดยอดเลยเหมือนกัน ดูเทห์ เถื่อน 55
แต่ว่ามันมีบางช่วงของหนังที่เรารุ้สึกว่ามันทิ้งปมโจ่งเเจ้งไปหน่อย
หรือเพราะเราอ่านหนังสือมาแล้วเลยไม่ตื่นเต้น -*-
แต่ก็เอาเถอะ เป็นหนังดีที่ไม่ควรพลาดเลยทีเดียว !
แถมลูกค้า AIS ยังได้ดู 60 บาท เยี่ยมที่สุด 555